• Sample Page
filmthai.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmthai.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

G2201006 นอายท จะใส ดเจ าสาว part2

admin79 by admin79
January 22, 2026
in Uncategorized
0
G2201006 นอายท จะใส ดเจ าสาว part2

สุดยอด BMW ตลอดกาล: 20 รุ่นที่สร้างประวัติศาสตร์แห่งความหรูหราและสมรรถนะ

ในโลกแห่งยานยนต์ที่หมุนไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่สามารถยืนหยัดท้าทายกาลเวลาและยังคงเป็นที่ปรารถนาของผู้คนทั่วโลกได้ หนึ่งในนั้นคือ BMW แบรนด์สัญชาติเยอรมันที่สั่งสมประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าศตวรรษในการผลิตรถยนต์หรูสมรรถนะสูง ประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการยานยนต์ทำให้ผมเห็นวิวัฒนาการของ BMW อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่ผลิตเครื่องยนต์อากาศยาน จนก้าวมาสู่การเป็นผู้นำด้านการผลิตยานยนต์สี่ล้อ ที่ไม่เพียงแต่จะมอบความหรูหรา แต่ยังรวมถึงสมรรถนะที่เหนือชั้นและความสนุกในการขับขี่

บทความนี้ไม่ใช่เพียงแค่การรวบรวมรายชื่อรถยนต์ BMW ที่ดีที่สุด แต่เป็นการเจาะลึกถึงจิตวิญญาณของแบรนด์ ผ่าน 20 รุ่นที่ถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การออกแบบที่ล้ำยุค นวัตกรรมทางวิศวกรรม สมรรถนะที่โดดเด่น และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคสมัยของมัน

BMW 507 (1955): สุนทรียภาพแห่งยุคสมัยที่กลับมามีชีวิต

เมื่อเอ่ยถึง BMW ในยุคแรกเริ่ม หนึ่งในรุ่นที่สะกดทุกสายตาคือ BMW 507 เปิดตัวครั้งแรกที่นครนิวยอร์กในปี 1955 มันถูกขนานนามว่าเป็น “รถที่สวยที่สุดในโลก” ในยุคนั้น การออกแบบสไตล์โรดสเตอร์ที่ปราณีตอ่อนช้อย ผสมผสานกับเส้นสายที่ดุดันเล็กน้อย เป็นผลงานชิ้นเอกของ Max Hoffman ดีลเลอร์รถหรูชาวอเมริกัน ที่ต้องการรถสปอร์ตยุโรปที่ถูกใจตลาดสหรัฐฯ

ภายใต้ฝากระโปรงหน้าคือเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.2 ลิตร ที่ให้กำลัง 150 แรงม้า ตัวเลขนี้อาจดูไม่มากนักในปัจจุบัน แต่สำหรับยุคนั้นถือว่าเพียงพอที่จะพา 507 ทะยานไปสู่ความเร็วสูงสุด 122 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 196 กม./ชม.) และเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 0-97 กม./ชม.) ได้ภายใน 11.1 วินาที สิ่งที่ทำให้ 507 แตกต่างคือการผลิตที่ใช้ช่างฝีมือชั้นเลิศและวัสดุที่ดีที่สุด ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เกือบสองเท่าของราคาขายที่ตั้งไว้

แม้ BMW จะขาดทุนจากการผลิต 507 ทุกคัน และต้องยุติการผลิตในปี 1960 แต่คุณค่าของมันกลับเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ปัจจุบัน 507 เป็นที่ต้องการของนักสะสม และรถปี 1957 เคยทำสถิติขายไปในราคา 5,040,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็น BMW ที่มีราคาแพงที่สุดเท่าที่เคยขายได้

BMW 503 Cabriolet (1956): ความสง่างามที่มาพร้อมกับความแรง

BMW 503 Cabriolet เป็นอีกหนึ่งผลงานการออกแบบของ Albrecht von Goertz ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นพร้อมๆ กับ 507 โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างชื่อเสียงให้กับ BMW ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์หรูในตลาดอเมริกา 503 เปิดตัวที่งาน Frankfurt Motor Show พร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าจะมอบทั้งพละกำลังและความสบายในการเดินทาง

ดีไซน์ของ 503 ถือว่าล้ำยุคสำหรับยุคสมัยนั้น ด้วยกระจังหน้าทรงตั้งแนวตั้งสองส่วนที่บางเฉียบ ล้อมรอบด้วยกระจังหน้าแนวนอนขนาดเล็กกว่า ไฟหน้ากลมโตที่ฝังอยู่ในบังโคลนที่โค้งมน และกันชนโครเมียมบางๆ ที่ด้านหน้า ฝากระโปรงหน้าลาดเอียงเล็กน้อยไปทางด้านหลัง ช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดูพลิ้วไหวตามหลักอากาศพลศาสตร์

ภายใต้เครื่องยนต์ 503 เปลี่ยนมาใช้ V8 ขนาด 3.2 ลิตร ให้กำลัง 140 แรงม้า ซึ่งเพียงพอที่จะทำความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 12.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 118 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 190 กม./ชม.) แม้ว่า BMW จะคาดหวังว่า 503 จะช่วยเพิ่มยอดขายในช่วงหลังสงคราม แต่สุดท้ายมันก็ประสบปัญหาขาดทุนเช่นเดียวกับ 507 การผลิตจึงสิ้นสุดลงในปี 1959 ด้วยจำนวนเพียง 413 คัน ที่มีทั้งรุ่นคูเป้และเปิดประทุน

BMW 3200 CS (1962): จุดสิ้นสุดของยุคสมัยที่งดงาม

BMW 3200 CS ที่เปิดตัวที่งาน Frankfurt Motor Show ในปี 1961 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดยุคหนึ่งของ BMW ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์แพลตฟอร์มหรูรุ่นแรกๆ หลังสงคราม ซึ่งเริ่มต้นด้วยรุ่น 501 ในทศวรรษที่ 50 รถสปอร์ตทัวเรอร์คันนี้ผลิตระหว่างปี 1962 ถึง 1965 จำนวน 603 คัน

3200 CS เป็นรถคูเป้สองประตูที่ออกแบบได้อย่างงดงาม มีกลิ่นอายความเป็นอิตาเลียนที่โดดเด่นในยุคนั้น อันเป็นผลงานจากบริษัท Bertone สัญชาติอิตาลี การออกแบบยังคงเอกลักษณ์กระจังหน้าแนวตั้งทรงเพรียวบาง พร้อมกระจังหน้าแนวนอนด้านข้าง ไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ของ BMW ฝังอยู่ในบังโคลนที่โค้งมน เส้นสายด้านข้างมีความเรียบหรู สะอาดตา

สิ่งที่น่าสนใจคือ 3200 CS เป็น BMW รุ่นแรกที่มาพร้อมกับ “Hofmeister Kink” ซึ่งเป็นองค์ประกอบการออกแบบที่หักมุมไปด้านหน้าบริเวณฐานของเสา C ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ BMW เกือบทุกรุ่น ส่วนท้ายรถมีไฟท้ายทรงกลมสองดวง ล้อมรอบด้วยวงแหวนโครเมียม เครื่องยนต์ที่ใช้เป็น V8 ขนาด 3.2 ลิตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด สามารถทำความเร็วสูงสุด 124 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 200 กม./ชม.) และเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 8.9 วินาที

BMW 3.0 CSL (1973): “มนุษย์ค้างคาว” แห่งสนามแข่ง

BMW 3.0 CSL คือที่สุดแห่งตระกูล CS ที่เคยผลิตมา เป็นเวอร์ชันรถแข่งของรถคูเป้ BMW E9 ที่มีอยู่เดิม โดยรุ่นแรกของตระกูล E9 คือ 2800 CS ที่ใช้เครื่องยนต์ 2,788 ซีซี ให้กำลัง 168 แรงม้า ตามมาด้วย 3.0 CS ในปี 1971 ด้วยเครื่องยนต์ 2,986 ซีซี กำลัง 180 แรงม้า แต่ BMW ต้องการเติมเต็มช่องว่างของรถสปอร์ตอย่างแท้จริง จึงได้เปิดตัว 3.0 CSL

CSL โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ขนาด 3,153 ซีซี ที่ให้กำลังถึง 206 แรงม้า และทำความเร็วสูงสุดได้ 137 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 220 กม./ชม.) นอกจากเครื่องยนต์ที่ทรงพลังแล้ว การใช้วัสดุน้ำหนักเบาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ CSL มีสมรรถนะที่น่าประทับใจ ตัวอักษร “L” ใน CSL ย่อมาจาก “Lightweight”

BMW ใช้ประโยชน์จากอะลูมิเนียมในการผลิตประตู ฝากระโปรงหน้า และฝากระโปรงท้าย รวมถึงการใช้แผ่นโลหะที่บางลงสำหรับโครงสร้างเพื่อลดน้ำหนักโดยรวม ส่งผลให้มีอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักที่ยอดเยี่ยมถึง 6.1 กก./แรงม้า นอกเหนือจากสมรรถนะที่ไม่มีใครเทียบได้ คุณสมบัติที่น่าทึ่งที่สุดของรถคันนี้คือ สปอยเลอร์หลังที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้มันได้รับฉายาว่า “Batmobile”

BMW M1 (1978): ซูเปอร์คาร์สัญชาติเยอรมันที่ปฏิวัติวงการ

BMW M1 ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน BMW ที่เป็นที่จดจำมากที่สุดตลอดกาล เป็นเครื่องจักรที่ยอดเยี่ยมทั้งบนถนนและในสนามแข่ง มันถ่ายทอดบุคลิกอันทรงพลังของรถสปอร์ต และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อเส้นทางมอเตอร์สปอร์ตของ BMW ที่น่าสนใจคือ M1 เป็น BMW รุ่นแรกที่ได้สวมตรา “M” และรถทั้ง 460 คันที่ผลิตระหว่างปี 1978 ถึง 1981 ล้วนผลิตด้วยมือ ทำให้ M1 เป็นหนึ่งใน BMW ที่หายากที่สุด

ด้วยเครื่องยนต์ 3.5 ลิตร แบบ 6 สูบเรียง วางอยู่ใต้ฝากระโปรงหลัง M1 ให้กำลัง 277 แรงม้า และแรงบิด 243 ปอนด์-ฟุต ที่ 5,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์นี้จับคู่กับระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงกลไก Kugelfishcer-Bosch ที่ช่วยให้รถทำความเร็วสูงสุดได้ 162 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 260 กม./ชม.)

เมื่อตระหนักถึงศักยภาพของ M1 ฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตของ BMW ได้พัฒนารุ่นรถแข่งขึ้นมาในชื่อ M1 Procar ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งขันชิงแชมป์โลกโดยเฉพาะ และเป็นรถสปอร์ตสำหรับการแข่งขัน M1 Procar Racing Series สำหรับรุ่นนี้ นักออกแบบได้ปรับแต่งตัวถังของ M1 รุ่นถนน พร้อมติดตั้งสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ บังโคลนที่กว้างขึ้น และกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ เครื่องยนต์ 6 สูบได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมโดยวิศวกร BMW M ให้สอดคล้องกับกฎการแข่งขัน Group 5 Racing Regulations ส่งผลให้ได้เครื่องยนต์ 850 แรงม้า ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 192 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 309 กม./ชม.) แม้ M1 Procar จะไม่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ แต่ก็กลายเป็น BMW ที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในโลกมอเตอร์สปอร์ต

BMW M Coupe (1998): ความแปลกใหม่ที่ลงตัว

BMW M Coupe คือเวอร์ชันสมรรถนะสูงของ Z3 Coupe ที่ผลิตโดยแผนกมอเตอร์สปอร์ตของ BMW หรือ BMW Motorsport รถทุกคันผลิตและประกอบที่โรงงาน Spartanburg ของ BMW ในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังจะนำเข้าจากเยอรมนีโดยตรง รถคันนี้ได้รับการพัฒนาภายใต้การนำของ Burkhard Göschel หัวหน้าวิศวกรของ BMW

ทีมงานต้องการรักษาต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุด จึงทำให้ M Coupe ใช้ชิ้นส่วนตัวถังส่วนใหญ่ร่วมกับ Z3 Coupe แต่ไม่มีการประนีประนอมใดๆ กับชุดส่งกำลัง และปลายท่อไอเสียสี่ท่อใต้กันชนหลังเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี ในตอนแรก M Coupe มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง 3.2 ลิตร ที่ทำงานได้รอบสูง ซึ่งออกแบบโดย BMW M เครื่องยนต์ หรือที่รู้จักในชื่อ S52 ให้กำลัง 321 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที และใช้เวลาเพียง 5.4 วินาที ในการเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง

ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ 155 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 250 กม./ชม.) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ในปี 2001 บริษัทได้อัปเกรดเครื่องยนต์เป็น S54 ซึ่งให้กำลัง 321 แรงม้า และแรงบิด 261 ปอนด์-ฟุต

BMW Z8 (1999): รถสปอร์ตในตำนานแห่งยุคใหม่

BMW Z8 ซึ่งมีรหัสพัฒนา ‘E52’ ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างปี 2002 ถึง 2003 เป็นรถโรดสเตอร์สองประตู ที่ออกแบบร่วมกันโดย Henrik Fisker และ Scott Lempert เดิมที Z8 ถูกออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลอง BMW 507 ในยุค 50 หลายรุ่นต้นแบบถูกผลิตขึ้นระหว่างปี 1996 ถึง 1999 และคอนเซปต์คาร์หนึ่งรุ่นได้จัดแสดงที่ Tokyo Motor Show ในชื่อ Z07 การตอบรับที่ประสบความสำเร็จและความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบ BMW นำไปสู่การพัฒนา Z8 ในเชิงพาณิชย์ รถคันนี้ยังปรากฏในภาพยนตร์ James Bond เรื่อง “The World Is Not Enough” ที่ออกฉายในปี 1999

ในด้านสมรรถนะ เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร สามารถให้กำลัง 400 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ หรือที่รู้จักในรหัส “S62” ออกแบบโดย BMW Motorsport และถูกวางไว้ด้านหลังเพลาหน้า ทำให้ Z8 มีการกระจายน้ำหนักที่สมดุล 50/50 BMW Z8 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 180 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 290 กม./ชม.) แม้ว่าจะมีระบบจำกัดความเร็วอิเล็กทรอนิกส์ที่ 155 ไมล์ต่อชั่วโมง

อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ที่บริษัทเคลมไว้คือ 4.7 วินาที แต่จากผลการทดสอบของนิตยสาร Motor Trend ในสหรัฐฯ พบว่าทำได้ 4.2 วินาที Car and Driver ได้ทดสอบรถคันนี้อย่างละเอียด และพบว่าคะแนนในการทดสอบสมรรถนะต่างๆ เหนือกว่า Ferrari 360 Modena ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง โดยเฉพาะในด้านอัตราเร่ง การเบรก และการควบคุม มีการผลิต BMW Z8 ออกมาประมาณ 5,700 คัน ระหว่างปี 2000-2003 โดยครึ่งหนึ่งถูกส่งไปยังสหรัฐอเมริกา

BMW M5 Touring (1992): ความลงตัวของรถสปอร์ตและรถครอบครัว

BMW M5 Touring ที่เปิดตัวในปี 1992 เป็นรถสปอร์ตที่สวมร่างของรถทัวริ่งที่สะดวกสบายและหรูหรา รถคันนี้เป็นตัวแทนที่สมบูรณ์แบบของซีดานที่น่าทึ่ง รถแวนที่สะดวกสบาย และรถสปอร์ตที่ทรงพลัง ผสมผสานกันอย่างลงตัว เป้าหมายของนักออกแบบคือการนำเสนอรถยนต์ที่สะดวกสบายอย่างยิ่ง ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางและพื้นที่เก็บสัมภาระจำนวนมาก ผสมผสานกับความสปอร์ตของรถยนต์ BMW M เทคโนโลยีที่ได้แรงบันดาลใจจากสนามแข่งถูกนำมาจาก M5 Sedan ด้วยการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย

M5 Touring ส่วนใหญ่ประกอบด้วยมือที่โรงงาน BMW M ในมิวนิก เป็นรถ BMW รุ่นสุดท้ายที่ประกอบด้วยมืออย่างเป็นทางการ

ในด้านสมรรถนะ M5 Touring รุ่น 5 ที่นั่ง คันนี้ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ DOHC ขนาด 3.8 ลิตร ที่ให้กำลัง 340 แรงม้า ที่ 6,900 รอบต่อนาที เครื่องยนต์นี้ถือเป็นที่สุดในยุค และแม้แต่ในปัจจุบันก็ยังเป็นมอเตอร์ 6 สูบที่ยอดเยี่ยม ใช้เวลาเพียง 5.9 วินาที ในการเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง และมีความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง (จำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์) ที่น่าสนใจคือมีเพียง 891 คันเท่านั้นที่ออกจากสายการผลิต ทำให้ M5 Touring เป็นรุ่นที่หายากที่สุดในตระกูล

BMW 2002 (1970s): ความคลาสสิกที่ยังคงตราตรึง

BMW 2002 เป็นรถยนต์รุ่นคลาสสิกที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งใน BMW ที่ดูดีที่สุดตลอดกาล ด้วยดีไซน์ที่เรียบหรูสะอาดตา กันชนโครเมียมเพรียวบาง สีรถที่เงางาม และรูปทรงที่กะทัดรัด ชนะใจใครหลายคน ไฟหน้าทรงกลมและกระจังหน้าแนวตั้งขนาดเล็กที่ด้านหน้า เพิ่มเสน่ห์ให้กับดีไซน์

แม้ว่ารถจะขาดกำลังไปบ้างเมื่อเทียบกับธรรมชาติของ BMW ในยุคแรกเริ่ม 2002 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ที่ให้กำลัง 100 แรงม้า พร้อมคาร์บูเรเตอร์เดี่ยว

การอัปเกรดที่สำคัญที่สุดที่ 2002 เคยได้รับคือรุ่น Turbo ซึ่งเปิดตัวในปี 1974 ถือเป็น “ตัวแสบ” ในสายการผลิต สำหรับรุ่นนี้ BMW ได้ติดตั้งเทอร์โบชาร์จเจอร์ให้กับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ทำให้กำลังเพิ่มขึ้นเป็น 170 แรงม้า และแรงบิด 181 ปอนด์-ฟุต ซึ่งมากกว่า 2002 รุ่นเดิมอย่างมีนัยสำคัญ 2002 Turbo ยังได้รับการปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอก กันชนหน้าถูกแทนที่ด้วยช่องดักอากาศ และตัวถังได้รับการทาสีด้วยเฉดสี BMW Tricolor อันเป็นเอกลักษณ์ คือ สีน้ำเงินเข้ม สีฟ้าอ่อน และสีแดง เพื่อเน้นย้ำบุคลิกสปอร์ต ก่อนที่ BMW M จะถือกำเนิดขึ้น 2002 Turbo เป็นรถสปอร์ตที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และจนถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นรถคลาสสิกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

BMW Z3 (1996): สัญลักษณ์แห่งความอิสระและความสนุก

BMW Z3 ซึ่งเป็นรุ่นต่อจาก BMW Z1 ที่ผลิตในจำนวนจำกัด ได้กลายเป็นรุ่นที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ Bavarian นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1996 รถเปิดประทุนสองที่นั่งคันนี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างตระกูล Z ให้แข็งแกร่งในไลน์อัพของ BMW ด้วยการสืบทอดดีไซน์มาจาก 503 Roadster ทำให้ Z3 มีรูปทรงคลาสสิกของยุค 50 แต่ถูกปรับปรุงให้มีความทันสมัยและเหนือกาลเวลา ตัวอักษร Z ย่อมาจาก “Zukunft” ซึ่งแปลว่า “อนาคต” ในภาษาเยอรมัน และไม่ต้องสงสัยเลยว่า Z3 ล้ำยุคกว่าเวลาของมัน

โครงสร้างของรถเป็นไปตามสูตรสำเร็จของ BMW สำหรับรถโรดสเตอร์: ฝากระโปรงหน้ายาว กระจกหน้าลาดเอียง และตำแหน่งที่นั่งคนขับอยู่ค่อนไปทางด้านหลัง ออกแบบโดย Joji Nagashima รถสปอร์ตคันนี้มีรุ่นตัวถังคูเป้สองประตูให้เลือกด้วย ในช่วงเวลานั้น ตลาดรถยนต์ยังขาดแคลนรถยนต์ที่มีรูปลักษณ์น่าสนใจและมีระดับความสูงที่พอเหมาะ (เช่นเดียวกับ SUV ในปัจจุบัน) และ Z3 ก็เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้นด้วยดีไซน์ที่งดงามและประสบการณ์การขับขี่ที่สปอร์ต

มีการผลิต Z3 ออกมาเกือบ 300,000 คัน ทำให้เป็นรถซีรีส์ Z รุ่นแรกที่ผลิตในปริมาณมาก จากข้อมูลของ MotorTrend Z3 รุ่นแรกมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบ M43B18 ที่ให้กำลัง 114 แรงม้า และแรงบิด 124 ปอนด์-ฟุต แต่ต่อมาได้รับการอัปเกรดเครื่องยนต์เป็น 6 สูบ M52TUB20 รุ่น M ของ BMW Z3 ที่เปิดตัวในภายหลังในปี 1999 ติดตั้งเครื่องยนต์ 6 สูบ S50 ที่ให้กำลัง 316 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 258 ปอนด์-ฟุต

BMW M6 Cabrio (2012): พลังอันดุดันในรูปลักษณ์ที่เย้ายวน

BMW M6 Cabrio ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2012 เป็นเวอร์ชันสมรรถนะสูงเจนเนอเรชั่นที่สองของ BMW ซีรีส์ 6 ในช่วงเวลานั้น รายการรถเปิดประทุนสมรรถนะสูงจะขาด BMW ไปไม่ได้ และ M6 Cabrio ก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนที่สมบูรณ์แบบของค่าย Bavarian รถคันนี้เป็นการผสมผสานที่ยอดเยี่ยมระหว่างรูปลักษณ์และพละกำลัง อยู่กึ่งกลางระหว่างรถสปอร์ตและรถโรดสเตอร์ มันมีเส้นสายที่ดุดันที่ด้านหน้า ซึ่งทำให้ M6 Convertible แตกต่างจากซีรีส์ 6 รุ่นอื่นๆ

แพ็คเกจ M ประกอบด้วยกระจังหน้าโครเมียมพร้อมตรา “M” บนบังโคลนหน้า และระบบท่อไอเสียสี่ท่อ ล้อขนาด 20 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมบังโคลนที่ใหญ่ขึ้นและกันชนหน้าที่โดดเด่น ภายในตกแต่งด้วยหนังคุณภาพสูงและวัสดุระดับพรีเมียม เพิ่มความหรูหราให้กับรถ เนื่องจากเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูง จึงมีการติดตั้งเบาะนั่งแบบปีกนกด้านหน้า เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรักษาตำแหน่งขณะเข้าโค้งอย่างรวดเร็ว

แต่ความมหัศจรรย์ที่แท้จริงของ BMW M6 Cabriolet อยู่ภายใต้ฝากระโปรงหน้า รถคันนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.4 ลิตร พ่วงเทอร์โบคู่ พร้อมระบบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง ระบบทั้งหมดนี้สามารถสร้างกำลังได้ 560 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 ปอนด์-ฟุต พละกำลังจากเครื่องยนต์เพียงพอที่จะมอบความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง (จำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์) แม้ว่าจะมีแพ็คเกจ M Driver’s Package ที่มีให้เลือกเพิ่มเติม ซึ่งจะเพิ่มความเร็วสูงสุดเป็น 190 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW 1M Coupé (2011): ขุมพลังอันดุร้ายในร่างกะทัดรัด

ไม่บ่อยนักที่รถจะมีศักยภาพในการสร้างมาตรฐานใหม่ในโลกของรถยนต์สมรรถนะสูงทันทีหลังเปิดตัว แต่ BMW 1M Coupe ปี 2011 ไม่ใช่รถธรรมดาทั่วไป รถคูเป้ขนาดกะทัดรัดที่มีน้ำหนักเบา แต่มาพร้อมกับพละกำลังของ BMW M ได้ชนะใจผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์จำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น รถคันนี้ยังเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังที่จับคู่กับระบบเกียร์ธรรมดา ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรักรถตัวจริงใฝ่ฝัน ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยอดเยี่ยม: 6,331 คันถูกจำหน่ายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีของการผลิต แม้ว่า BMW เดิมทีจะวางแผนผลิตเพียง 2,700 คัน แต่ก็มีการยกเลิกข้อจำกัดเนื่องจากการตอบรับที่ล้นหลาม

1 Series M Coupe มีความแตกต่างจาก BMW 1 Series รุ่นอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการออกแบบและพละกำลัง รุ่นแรกมีองค์ประกอบ “M” อันเป็นเอกลักษณ์บนตัวถัง เช่น กระจกมองข้างทรงปีกนก และกันชนหน้าอันโดดเด่น เป็นครั้งแรกในรถโปรดักชันที่มีการใช้ช่องดักอากาศเพื่อปรับปรุงอากาศพลศาสตร์ของรถ ด้านท้ายรถมีสปอยเลอร์หลังที่ผสานเข้ากับฝากระโปรงท้ายอย่างแนบเนียน และปลายท่อไอเสียสี่ท่อ เพื่อเน้นย้ำถึงลักษณะสปอร์ตของรถ ติดตั้งเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงขนาด 3.0 ลิตรใน 1M Coupe ซึ่งให้กำลัง 340 แรงม้า ที่ 5,900 รอบต่อนาที และส่งมอบแรงบิดสูงสุด 330 ปอนด์-ฟุต รถสามารถเร่งจาก 0-62 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 0-100 กม./ชม.) ได้ในเวลาเพียง 4.9 วินาที

BMW M2 (2016): สปอร์ตคาร์พันธุ์แรงสำหรับคนรุ่นใหม่

BMW M2 คือเวอร์ชันสมรรถนะสูงของไลน์อัพซีรีส์ 2 ที่เปิดตัวสู่ตลาดในปี 2014 ทั้งซีรีส์ 1 และ 1 M Series ถูกแทนที่ด้วย BMW ซีรีส์ 2 ทำให้ M2 เป็นรุ่นเริ่มต้นในไลน์อัพ M ของ BMW โลกได้เห็นรถคันนี้เป็นครั้งแรกในวิดีโอเกมชื่อดัง “Need For Speed: No Limits” ในปี 2015 หนึ่งปีก่อนที่จะเข้าสู่ตลาด สำหรับผู้ซื้อ รถคันนี้ได้เปิดตัวที่งาน North American International Auto Show

M2 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมอบสมรรถนะที่ไร้ข้อจำกัด และไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันทำได้ตามที่คาดหวัง รถคูเป้ขับเคลื่อนล้อหลังสองประตูคันนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงเทอร์โบชาร์จขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลัง 365 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 343 ปอนด์-ฟุต BMW M2 ปี 2016 ที่ติดตั้งระบบเกียร์ธรรมดา สามารถเร่งจาก 0-62 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาที ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ ตัวเลขจะลดลงไป 0.2 วินาที ความเร็วสูงสุดของรถจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ 155 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่สำหรับผู้ที่ต้องการความตื่นเต้นที่มากกว่า สามารถเลือกแพ็คเกจ Driver’s Package ซึ่งจะเพิ่มความเร็วสูงสุดเป็น 168 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M5 (2018): สปอร์ตซีดานสุดยอดที่ผสานความหรูและความแรง

หนึ่งในรถยนต์ที่ไร้ซึ่งการประนีประนอมในไลน์อัพของ BMW, BMW M5 ปี 2018 คือสปอร์ตซีดานหรู ที่ยึดมั่นในชื่อเสียงของ “Ultimate Driving Machine” อย่างแท้จริง ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือผลงานที่ดีที่สุดของไลน์อัพสมรรถนะสูงของแบรนด์เยอรมัน ที่ผสมผสานคุณลักษณะของซีดานธุรกิจเข้ากับพละกำลังอันมหาศาลและเทคโนโลยีขั้นสูงสุด รู้จักกันในชื่อ F90 ในระบบการเรียกชื่อรุ่นของ BMW รุ่นนี้เป็นรุ่นแรกในตระกูลที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ “M xDrive” เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งมอบการกระจายแรงบิดสูงสุดไปยังล้อแต่ละข้าง และนำพละกำลังไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ตัวจริงที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การหมุนของล้อ สามารถเปลี่ยนไปใช้โหมดขับเคลื่อนล้อหลังเต็มรูปแบบด้วยปุ่ม M Dynamic Mode โหมดนี้มอบประสบการณ์ในสนามแข่งที่สมบูรณ์แบบ – ยางส่งเสียงหวีดหวิว การดริฟท์ การเผาไหม้ของยาง คุณเลือกได้ BMW แนะนำให้ใช้โหมดนี้เฉพาะในสนามแข่งที่กำหนดและวงจรปิดเท่านั้น

ในด้านสมรรถนะที่ไม่มีใครเทียบได้ BMW M5 ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.4 ลิตร พ่วงเทอร์โบคู่ ที่ให้กำลังมหาศาล 600 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 553 ปอนด์-ฟุต อัตราเร่งที่เหลือเชื่อของ M5 จะผลักคุณอย่างแรงเข้าสู่เบาะ และใช้เวลาเพียง 3.2 วินาที ในการเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง จากจุดหยุดนิ่ง อย่างไรก็ตาม BMW M5 ปี 2018 ไม่ได้มีดีแค่สมรรถนะเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์ระดับผู้บริหารของซีดานหรู ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ปราดเปรียวและภายในที่ดีที่สุดในระดับเดียวกัน

BMW M8 Gran Coupe: ความดุดันที่ไม่ประนีประนอม

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือซีดานที่ดูดุดันที่สุดในไลน์อัพสมรรถนะของ BMW, M8 Gran Coupe คือเวอร์ชันคูเป้สี่ประตูของซีรีส์ 8 สมรรถนะสูง แตกต่างจากรุ่นพี่น้องที่มีเฉพาะรุ่นสองประตู M8 Gran Coupe เป็นตัวเลือกที่ใช้งานได้จริงมากกว่า ด้วยระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นและสมรรถนะที่ไม่ลดทอน นักออกแบบของยักษ์ใหญ่จากเยอรมันได้ทำงานอย่างทะเยอทะยานเพื่อให้รุ่นสูงสุดของไลน์อัพนี้เป็นรถยนต์ที่สมบูรณ์แบบ และพวกเขาก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม

ในด้านการออกแบบ M8 Gran Coupe สปอร์ตซีดานคันนี้แสดงออกถึงความดุดันในทุกมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นกันชนหน้าพร้อมช่องดักอากาศขนาดใหญ่สำหรับเครื่องยนต์สมรรถนะสูง (จะกล่าวถึงเร็วๆ นี้), ไฟหน้าสุดโหด, หรือดิฟฟิวเซอร์ท้ายที่รองรับระบบท่อไอเสียสี่ท่อ ทุกอย่างจะเตือนให้คุณนึกถึงธรรมชาติอันดุร้ายของรถคันนี้

แต่สัตว์ประหลาดที่แท้จริงนั้นซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า รถคันนี้มีเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.4 ลิตร พ่วงเทอร์โบคู่ ที่ให้กำลัง 617 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 553 ปอนด์-ฟุต มอบประสบการณ์แรง G ที่ยอดเยี่ยมขณะขับขี่ ด้วยแพ็คเกจสมรรถนะ BMW M8 Gran Coupe สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 2.7 วินาที เร็วกว่าที่คุณจะออกเสียงชื่อรถได้! เครื่องยนต์ที่ทรงพลังคันนี้จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ M 8 สปีด (แม้คุณจะสามารถเปลี่ยนเกียร์เองได้) และด้วยระบบ xDrive ของ BMW คุณสามารถเปลี่ยนเป็นโหมดขับเคลื่อนล้อหลังเพื่อเพลิดเพลินกับประสบการณ์การขับขี่ขั้นสุดยอด

BMW E30 M3 (1986): ต้นแบบแห่งรถสปอร์ตที่ยังคงทรงอิทธิพล

มี BMW M3 หลายรุ่น แต่สำหรับนักเลงรถหลายคน รุ่น E30 เจเนอเรชันแรกที่ผลิตระหว่างปี 1986 ถึง 1991 ยังคงเป็นรุ่นที่ปรารถนามากที่สุด รถรุ่นนี้เวอร์ชันแข่งชนะการแข่งขันแรลลี่และทัวริ่งคาร์ในยุโรปมาแล้วมากมาย ในฐานะรถ Homologation M3 รุ่นโปรดักชันก็ไม่ใช่รถธรรมดาเช่นกัน M3 เจเนอเรชันนี้มีเฉพาะรุ่นสองประตู และโครงสร้างทั้งหมดถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาและคล่องตัว พร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ S14 ขนาดกะทัดรัดที่ด้านหน้า

เครื่องยนต์นี้มาจาก 3 Series รุ่นปกติ ถูกขยายขนาดเป็น 2.3 ลิตร และติดตั้งฝาสูบ Twin Cam แบบหายใจสะดวก เพื่อเปลี่ยนโปรไฟล์สมรรถนะอย่างแท้จริง ผลลัพธ์คือเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่ให้กำลัง 200 แรงม้าแบบไม่มีเทอร์โบในรุ่นถนน ขณะที่สามารถเร่งรอบได้ถึง 6,750 รอบต่อนาที ในปี 1990 มีการผลิตรุ่น M3 Sport Evolution จำนวนจำกัดเพียง 600 คัน ที่มีการเพิ่มขนาดเครื่องยนต์เป็น 2.5 ลิตร ให้กำลังเพิ่มขึ้นเป็น 238 แรงม้า

การปรับปรุงใน E30 M3 ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เครื่องยนต์ เมื่อมองเผินๆ รถมีรูปทรงคล้ายกับ 3 Series รุ่นมาตรฐาน แต่ตัวถังได้รับการปรับแต่งจนมีชิ้นส่วนภายนอกที่ใช้ร่วมกับรถรุ่นดั้งเดิมน้อยมาก ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือหลังคาที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ของ M3 และบังโคลนที่กว้างและดุดัน ภายใน M3 ติดตั้งเบาะสปอร์ตที่กระชับกว่า และระบบ ABS ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

BMW Isetta 250 (1955): ความเล็กที่สร้างความยิ่งใหญ่

Isetta ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับรถ BMW รุ่นไอคอนิกส่วนใหญ่ รถคันนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อสมรรถนะ แต่เพื่อประสิทธิภาพและการใช้งานพื้นที่สูงสุด รถคันนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง รถคูเป้ยาว 5 ฟุต คันนี้สามารถจุผู้โดยสารได้สองคน – อาจจะสามคนถ้าเบียดกันแน่น ประตูเดียวสามารถเข้าถึงได้จากด้านหน้าของรถ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งกันชนและกระจกบังลม

BMW มีเหตุผลหลายประการในการสร้างรถที่เล็กและราคาถูกเช่นนี้ ในช่วงทศวรรษที่ 1950 บริษัทประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก รถจักรยานยนต์และซีดานมีต้นทุนการผลิตสูงเกินไป และมียอดขายต่ำเกินกว่าจะทำให้สมดุลบัญชีกลับมาเป็นบวกได้ BMW ต้องการรถที่ขายได้จำนวนมากอย่างรวดเร็ว และนั่นก็นำมาสู่ Isetta รุ่นดั้งเดิมของรถคันนี้เป็นต้นแบบสามล้อที่สร้างโดย Iso Rivolta ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์และเครื่องใช้ในบ้านของอิตาลี

BMW ได้รับสิทธิ์ในการผลิต Isetta และได้เพิ่มล้อที่สี่เพื่อความมั่นคงยิ่งขึ้น พวกเขายังได้ติดตั้งเครื่องยนต์ 1 สูบ ขนาด 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร จากสายการผลิตรถจักรยานยนต์ของพวกเขา ให้กำลัง 12 แรงม้า ด้วยราคาที่ต่ำ Isetta จึงกลายเป็นรถที่ขายดีทันทีตามที่ BMW ต้องการ ตลอดช่วงปี 1962 มีการซื้อขาย Isetta คันเล็กนี้กว่า 160,000 คัน Isetta ยังคงมีแฟนคลับมากมายจนถึงปัจจุบัน และอาจกล่าวได้ว่ามีส่วนช่วยค้ำจุน BMW ในช่วงทศวรรษที่ยากลำบาก

BMW E28 M5 (1985): กำเนิดแห่งตำนาน M Performance

ทิ้งห่าง E30 M3 ไปเพียงปีเดียว ซีรีส์ 5 E28 คันนี้เป็นรถยนต์ BMW คันแรกที่ได้รับชื่อและตราสัญลักษณ์ M Performance แตกต่างจาก M3 ที่เพรียวบาง M5 ถูกสร้างขึ้นให้เป็นรถสำหรับวิ่งบน Autobahn ที่มีพละกำลังสูงกว่า เครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจหลักของ M5 คือเครื่องยนต์ M88 แบบ 6 สูบเรียงที่ยืมมาจากซูเปอร์คาร์ M1 ในการใช้งานนี้ เครื่องยนต์มีปริมาตร 3.5 ลิตร และให้กำลัง 286 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที ตัวเลขเหล่านี้แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินในซีดานผู้บริหารในสมัยนั้น

ในด้านดีไซน์ M5 มีความเรียบง่ายกว่า M3 อย่างมาก โดยมีเพียงตราสัญลักษณ์เฉพาะ ล้ออัลลอย และสปอยเลอร์ท้ายขนาดเล็กที่ทำให้แตกต่างจาก “Bimmer” ทั่วไป ภายในรถสามารถจุผู้โดยสารได้สี่คนอย่างสบาย ในขณะที่ผู้ขับขี่ได้รับพวงมาลัยสปอร์ตแบบสามก้าน และกระปุกเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ที่เข้าเกียร์ได้เฉียบคม

ในขณะที่ E30 M3 สร้างความฮือฮาในวงการมอเตอร์สปอร์ต E28 M5 ได้สร้างมาตรฐานสำหรับสิ่งที่แผนก M Performance ของ BMW จะกลายเป็น ด้วยโครงสร้างที่ได้รับการพิสูจน์ของ 5 Series และการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันอย่างชาญฉลาดระหว่างรุ่น ปัจจุบัน M5 รุ่นแรกเป็นที่ต้องการอย่างสูง โดยมีการผลิตรุ่นดั้งเดิมเพียงกว่า 2,200 คันในช่วงทศวรรษที่ 1980

BMW 303 (1933): รากฐานแห่งนวัตกรรม

คุณอาจจะจำไม่ได้ในวันนี้ แต่ 303 เป็นรุ่นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ BMW เคยสร้างมา มันเปิดตัวสองคุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของไลน์อัพของบริษัท: เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง และดีไซน์กระจังหน้าไตคู่ทรงกลม กระจังหน้าของ 303 มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับ BMW ยุคปัจจุบันอย่าง M4 Coupe รุ่นนี้ยังได้เริ่มการมุ่งเน้นของ BMW ไปที่ภาพลักษณ์สปอร์ต โดยมีรุ่นซีดาน คูเป้ และโรดสเตอร์ให้เลือก

เครื่องยนต์ 6 สูบของ 303 เป็นแบบ 1.2 ลิตร ขนาดกะทัดรัด และให้กำลัง 30 แรงม้า ตัวเลขนี้ดูน่าขันในปัจจุบัน แต่ถือว่าน่าประทับใจมากสำหรับสาธารณชนชาวยุโรปที่ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับ Ford V8 คุณสมบัติที่น่าสังเกตอื่นๆ ของรุ่นนี้คือระบบบังคับเลี้ยวแร็คแอนด์พิเนียน พร้อมระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ทำให้การควบคุมรถรู้สึกตรงไปตรงมามากกว่าคู่แข่งในยุคทศวรรษที่ 1930 ปัจจุบัน ระบบบังคับเลี้ยวแร็คแอนด์พิเนียนถือเป็นมาตรฐานสมัยใหม่สำหรับการควบคุมยานยนต์

ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) รถยนต์หรูสมรรถนะสูงดูเหมือนจะเปิดตัวในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด ยอดขายสูงสุดเพียง 2,300 คัน และ 303 ก็ถูกยุติการผลิตหลังจากออกวางจำหน่ายเพียงปีเดียว มันถูกแทนที่อย่างรวดเร็วด้วยรุ่นที่มีกลไกคล้ายคลึงกันสองรุ่นคือ 309 และ 315 รุ่น 309 ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ในขณะที่ 315 ได้รับการอัปเกรดเครื่องยนต์ 6 สูบตรงขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลัง 34 แรงม้า

BMW E46 M3 GTR Strassenversion (2001): ความหายากระดับตำนาน

สร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรถแข่ง M3 ที่เข้าแข่งขันในซีรีส์ Le Mans มีการผลิตรถ GTR Strassenversion (รุ่นถนน) เพียงสิบสิบคัน ทำให้เป็น BMW ที่ผลิตจำนวนจำกัดที่สุดในประวัติศาสตร์ รุ่นพิเศษนี้ได้เปลี่ยนเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงของ E46 มาใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ที่ปรับลดกำลังจากรุ่นแข่ง 444 แรงม้า ให้เหลือ 350 แรงม้า เครื่องยนต์นี้อาจถือเป็นการบอกใบ้ถึงเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ที่เพิ่งเปิดตัวใน E90 M3 ในอีกไม่กี่ปีต่อมา

การปรับปรุงโครงสร้างและลดน้ำหนักต่างๆ ยังทำให้รุ่นนี้แตกต่างจาก M3 รุ่นมาตรฐาน E46 ติดตั้งหลังคาและสปอยเลอร์คาร์บอนไฟเบอร์ ในขณะที่วิทยุ เครื่องปรับอากาศ และเบาะหลังทั้งหมดถูกถอดออก การตกแต่งภายนอกเป็นสีเงินเมทัลลิกพร้อมภายในหนังสีดำเป็นตัวเลือกเดียวที่มีให้ รุ่นแข่งของ GTR ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน 24 Hours of Nürburgring ในปี 2004 และ ’05 แต่การแข่งขัน Le Mans ของมันก็ต้องยุติลงเมื่อเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันประกาศว่าจำเป็นต้องผลิตรถรุ่นถนนอย่างน้อย 100 คัน เพื่อให้ GTR มีคุณสมบัติเข้าแข่งขันในฤดูกาล 2002 BMW ตัดสินใจว่าการผลิตรถในสเกลที่ใหญ่ขึ้นจะไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

มีผู้คนเพียงไม่กี่คนบนโลกนี้ที่จะมีโอกาสได้ขับ M3 GTR แต่พวกเขาสามารถทำได้ในโลกเสมือนจริง เนื่องจากรถคันนี้ได้ถูกทำให้เป็นอมตะมานานในซีรีส์เกมแข่งรถ เช่น “Need for Speed”, “Forza Motorsport”, และ “Gran Turismo”

สำหรับผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะและความสง่างามของ BMW ไม่ว่าจะเป็นรุ่นคลาสสิกที่ถูกประดับประดาด้วยประวัติศาสตร์ หรือรุ่นใหม่ที่ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยี ยุคสมัยของ BMW ที่ดีที่สุดตลอดกาล ยังคงดำเนินต่อไป หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่สะท้อนถึงรสนิยมของคุณและความหลงใหลในยานยนต์ชั้นยอด เชิญเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ BMW ที่โชว์รูมใกล้บ้านคุณ หรือติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรุ่นที่เหมาะสมกับสไตล์ของคุณที่สุด วันนี้คือวันที่สมบูรณ์แบบที่จะเริ่มต้นการเดินทางอันน่าตื่นเต้นกับ BMW.

Previous Post

G2201024 กจ างอวดด part2

Next Post

G2201016 อย าค ดป นต นง เพราะความใคร part2

Next Post
G2201016 อย าค ดป นต นง เพราะความใคร part2

G2201016 อย าค ดป นต นง เพราะความใคร part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • G2912021 หาเงินแต่งให้ลูกชาย part2
  • G2912020 แต่งงานไปแล้วอยากได้เงินคืน part2
  • G2912018 ความเห็นแก่ตัวของคนมันปกปิดไม่ได้ part2
  • G2912017 ปล่อยให้มันมานะอยู่ข้างแม่ part2
  • G2912014 กลัวจะเสียลูกชายคนเดียวไป part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.