• Sample Page
filmthai.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmthai.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

G2001018 อแม ไม งสอนร ไง เอาขยะมาท งหน าห องคนอ part2

admin79 by admin79
February 3, 2026
in Uncategorized
0
G2001018 อแม ไม งสอนร ไง เอาขยะมาท งหน าห องคนอ part2

15 สุดยอดรถยนต์จากัวร์ตลอดกาล: ตำนานแห่งความงามและสมรรถนะ

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของแบรนด์รถยนต์ต่างๆ มามากมาย แต่มีไม่กี่แบรนด์ที่สามารถสร้างความประทับใจและคงอยู่เหนือกาลเวลาได้เท่ากับ จากัวร์ (Jaguar) ตลอดระยะเวลาที่ยาวนานกว่าศตวรรษ จากัวร์ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไม่ใช่แค่ผู้ผลิตรถยนต์ แต่เป็นผู้รังสรรค์ผลงานศิลปะบนล้อ ที่ผสมผสานความสง่างาม การออกแบบที่ไร้ที่ติ และสมรรถนะอันทรงพลังได้อย่างลงตัว บทความนี้ไม่ใช่แค่การรวบรวมรุ่นรถที่ดีที่สุด แต่เป็นการเดินทางย้อนเวลาสำรวจจิตวิญญาณของแบรนด์จากัวร์ ที่ได้หล่อหลอมประวัติศาสตร์ยานยนต์ให้มีสีสันและน่าจดจำยิ่งขึ้น

จากัวร์: ร่องรอยประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน

กว่าจะมาเป็น “จากัวร์” ในวันนี้ เส้นทางของแบรนด์นี้เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปในปี 1922 กับบริษัท Swallow Sidecar Company ผู้ผลิตรถพ่วงข้างมอเตอร์ไซค์ ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการการออกแบบตัวถังรถยนต์ ภายใต้การบริหารของ S. S. Cars Limited ชื่อของแบรนด์ถูกเปลี่ยนเป็น Jaguar Cars ในปี 1945 และในปี 1966 ได้ควบรวมกับ British Motor Corporation กลายเป็น British Motor Holdings (BMH) ก่อนจะรวมกับ Leyland Motor Corporation ในปี 1968 ก่อตั้งเป็น British Leyland ในเวลาต่อมา

ในปี 1984 จากัวร์ได้แยกตัวออกมาเป็นบริษัทอิสระ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ก่อนที่จะถูกซื้อกิจการโดย Ford ในปี 1990 และในปี 2013 การรวมตัวกับ Land Rover ได้ก่อให้เกิดเป็น Jaguar Land Rover Limited ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตรถยนต์ทั้งสองแบรนด์ในปัจจุบันนี้

แม้จะมีช่วงเวลาที่ผันผวน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จากัวร์ได้สร้างสรรค์รถยนต์สปอร์ตที่สวยงามและทรงสมรรถนะที่สุดในประวัติศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้น การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของจากัวร์ยังได้รับการยกย่องอย่างสูง จากคำกล่าวอ้างของ Enzo Ferrari ที่ว่า “E-Type คือรถยนต์ที่สวยที่สุดในโลก” ในงาน Geneva Auto Show ปี 1961 แม้จะไม่มีบันทึกอย่างเป็นทางการ แต่คำกล่าวนี้ก็สะท้อนถึงความเหนือระดับของสไตล์จากัวร์ได้อย่างชัดเจน

15 สุดยอดจากัวร์ตลอดกาล: ผู้พลิกโฉมวงการยานยนต์

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ได้คลุกคลีในวงการนี้มานาน การคัดเลือก 15 สุดยอดรถยนต์จากัวร์ตลอดกาล จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นการคัดสรรรถยนต์ที่ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และความฝันของผู้คนทั่วโลก

Jaguar E-Type (XK-E): ความงามอันเป็นนิรันดร์

เมื่อกล่าวถึง “Jaguar E-Type” หรือ “XK-E” เรากำลังพูดถึงสัญลักษณ์แห่งยุคทองของรถยนต์สปอร์ต ด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว ลู่ลม และดีไซน์ที่ดึงดูดสายตาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ E-Type ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ แต่เป็นงานศิลปะที่สมบูรณ์แบบ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในปี 1961 เพื่อตอบสนองความต้องการรถสปอร์ตสองที่นั่งและรถ Grand Tourer ที่มีความหรูหรา

E-Type ถูกเปิดตัวด้วย 2 รุ่นย่อยคือ Coupé สองที่นั่ง และ Convertible สองที่นั่ง ต่อมาจึงได้เพิ่มรุ่น 2+2 Coupé ที่มีฐานล้อและพื้นที่ภายในกว้างขวางขึ้น ความงดงามของ E-Type ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยนิตยสาร Sports Car International ได้ยกให้เป็นอันดับหนึ่งในรายชื่อ “Top Sports Cars of the 1960s” และ The Daily Telegraph ก็ได้จัดอันดับให้เป็น “100 Most Beautiful Cars” ตลอดกาล

แต่ E-Type ไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังรวมถึงสมรรถนะที่น่าประทับใจ เครื่องยนต์ 3.8 ลิตร 6 สูบ ให้กำลัง 260 แรงม้า ส่วนรุ่น 4.2 ลิตร XKE ให้กำลัง 265 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 7.2 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุด 150 ไมล์ต่อชั่วโมง รุ่นเครื่องยนต์ V12 Series 3 ขนาด 5.3 ลิตร ให้กำลัง 314 แรงม้า เร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 7.0 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุด 135 ไมล์ต่อชั่วโมง การใช้เทคโนโลยีจากรถแข่งในการออกแบบตัวถังแบบ Monocoque ร่วมกับโครงสร้างท่อเหล็ก ทำให้รถมีความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา ระบบกันสะเทือนอิสระทั้งหน้าและหลัง พวงมาลัยแบบ Rack and Pinion และดิสก์เบรก ทำให้ E-Type มีสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมจนเป็นที่กล่าวขาน

Jaguar XK120: ความเร็วที่ก้าวข้ามขีดจำกัด

ในปี 1948 คือจุดเริ่มต้นของ “Jaguar XK120” รถสปอร์ตคันแรกของแบรนด์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยดีไซน์โรดสเตอร์สองที่นั่งที่ยังคงความสวยงามเหนือกาลเวลา XK120 เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจากัวร์สามารถสร้างสรรค์รถยนต์ที่น่าดึงดูดใจได้เสมอ

เครื่องยนต์ 6 สูบ 3.4 ลิตร พร้อมเพลาลูกเบี้ยวคู่ (Twin Overhead Camshafts) ให้กำลัง 160 แรงม้าในรุ่นแรก และพัฒนาเป็น 210 แรงม้าในปี 1954 ทำให้ XK120 ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 124.6 ไมล์ต่อชั่วโมง (ตามชื่อรุ่น) และอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 10 วินาที ถือเป็นสถิติที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับยุคนั้น

โครงสร้างตัวถังของ XK120 รุ่นมาตรฐานใช้โครงไม้หุ้มด้วยแผงอลูมิเนียมที่ทำด้วยมือ ขณะที่รุ่นแข่งใช้วัสดุน้ำหนักเบาอย่างอลูมิเนียมที่บางกว่า กระจกหน้าถอดได้ เครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่า และ Aerodynamic screens เพื่อลดแรงต้านลม รุ่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา แต่ยังประสบความสำเร็จด้านยอดขายอย่างมหาศาล โดยผลิตมากกว่า 12,000 คัน และส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา แม้จะผลิตจำนวนมาก แต่การหารถ “Jaguar XK120 Classic” ในสภาพดีในปัจจุบันเป็นเรื่องท้าทาย และมักมีราคาสูงกว่า 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ

Jaguar Mark 2: สง่างามบนท้องถนน

“Jaguar Mark 2” ที่เปิดตัวในปี 1959 คือรถยนต์ซีดานขนาดกลางหรูหรา 4 ประตู ที่สืบทอดความสำเร็จมาจาก MK1 การผลิตดำเนินไปจนถึงปี 1967 และได้กลายเป็นรถยนต์สปอร์ตซาลูนสัญชาติอังกฤษที่โดดเด่น เป็นที่ชื่นชอบของทั้งตำรวจและอาชญากรในภาพยนตร์แอ็คชั่น ด้วยการผสมผสานระหว่างสมรรถนะ การควบคุมที่เฉียบคม และความหรูหราภายในห้องโดยสาร Mark 2 ยังคงเป็นที่ต้องการของนักสะสมรถคลาสสิก

การปรับปรุงภายนอกของ MK2 ได้แก่ เสาประตูที่บางลง กระจกที่ใหญ่ขึ้น กระจังหน้าที่กว้างขึ้น และส่วนท้ายที่ออกแบบใหม่ ภายในได้รับการปรับปรุงด้วยแผงหน้าปัดใหม่ที่จัดวางอุปกรณ์ให้อยู่ตรงหน้าผู้ขับขี่ เบาะหน้าปรับเอนได้พร้อมโต๊ะพับสำหรับผู้โดยสารเบาะหลัง และระบบทำความร้อนที่ดียิ่งขึ้น การพัฒนาระบบช่วงล่างหลังแบบ Wide-track ช่วยลดอาการโคลงเคลงที่เคยเป็นปัญหาของ MK1 และการปรับมุมของปีกนกหน้า (Wishbone) ก็ช่วยเสริมการควบคุมในโค้ง

Mark 2 มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 ขนาด คือ 2.4 ลิตร (120 แรงม้า) ซึ่งอาจจะดูอืดไปสักหน่อยสำหรับน้ำหนักรถ 3,204 ปอนด์ แต่รุ่น 3.8 ลิตร (220 แรงม้า) พร้อมแรงบิด 240 ปอนด์-ฟุต ที่ 3,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด (หรือเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดเป็นอุปกรณ์เสริม) ก็เพียงพอต่อสมรรถนะของรถน้ำหนัก 3,288 ปอนด์ได้อย่างสบายๆ “Jaguar MK2 3.8” สามารถเร่งความเร็วจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 8.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 125 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วยอัตราสิ้นเปลือง 17 ไมล์ต่อแกลลอน

Jaguar D-Type: แชมป์เลอมังส์ที่สร้างตำนาน

“Jaguar D-Type” ที่ผลิตระหว่างปี 1954-1957 คือรถแข่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยคว้าชัยชนะที่ Le Mans ในปี 1955, 1956 และ 1957 D-Type พัฒนาต่อยอดมาจาก C-Type แต่มีการปรับปรุงโครงสร้างและอากาศพลศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร Twin-cam 6 สูบ ที่เคยประจำการใน XK120 และ C-Type

แม้เครื่องยนต์ 160-180 แรงม้าของ XK120 จะทำให้เป็นรถโปรดักชั่นที่เร็วที่สุดในโลก แต่จากัวร์ก็ยังต้องการปรับปรุง D-Type ให้เหนือกว่าเดิม ในปี 1954 เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ของ D-Type ให้กำลัง 245 แรงม้า และต่อมาสามารถรีดแรงม้าได้เกือบ 300 แรงม้า ด้วยกำลัง 245 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด D-Type สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 4.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 167.8 ไมล์ต่อชั่วโมง

สิ่งที่ทำให้ D-Type โดดเด่นคือการใช้วัสดุน้ำหนักเบาและเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ D-Type เป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นแรกๆ ที่ใช้โครงสร้างแบบ Monocoque Tub ที่ทำจากแผงอลูมิเนียมรับแรง (Stressed Aluminium Body Panels) โดยโปรโตไทป์เริ่มแรกใช้แมกนีเซียม แต่เปลี่ยนมาใช้อลูมิเนียมด้วยเหตุผลด้านต้นทุน

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของ D-Type คือครีบหลังคาบริเวณด้านหลังคนขับ ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อเพิ่มเสถียรภาพความเร็วสูง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถทำความเร็วได้กว่า 180 ไมล์ต่อชั่วโมง บนทางตรง Mulsanne Straight ของสนาม Le Mans

Jaguar XKSS: ซูเปอร์คาร์คันแรกของโลก

ในปี 1956 หลังความสำเร็จของ D-Type ในการแข่งขันกีฬาทั่วโลก รวมถึงชัยชนะที่ Le Mans จากัวร์ตัดสินใจถอนตัวจากวงการมอเตอร์สปอร์ตเพื่อหันมาเน้นรถยนต์ถนน ขณะนั้นมี D-Type จำนวน 25 คันที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ณ โรงงาน Browns Lane ในเมือง Coventry (มี 9 คันเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้) แทนที่จะทิ้งโครงรถที่ยังสมบูรณ์ บริษัทจึงตัดสินใจสร้างรถที่ถูกกฎหมายสำหรับการใช้งานบนถนน โดยการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยกับตัวถัง กลายเป็นที่มาของ “Jaguar XKSS” หรือที่หลายคนขนานนามว่าเป็น “ซูเปอร์คาร์คันแรกของโลก”

Jaguar ได้เพิ่มประตูสำหรับผู้โดยสารด้านข้าง กระจกบังลมกรอบโครเมียม และแผงกันลมด้านข้างเพื่อป้องกันลมความเร็วสูง หลังคาแบบพับได้ และกันชนหน้า-หลังแบบโครเมียม การถอดครีบกันลมหลังคนขับอันเป็นเอกลักษณ์ของ D-Type ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ XKSS กลายเป็นรถสปอร์ตที่พร้อมสำหรับการใช้งานบนถนน

รถสปอร์ตที่ถูกกฎหมายรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร D-Type ที่ให้กำลัง 262 แรงม้า และแรงบิด 260 ปอนด์-ฟุต ส่งกำลังสู่ล้อหลังผ่านเกียร์ธรรมดา 4 สปีด ตามข้อมูลจาก Fastestlaps XKSS สามารถเร่งความเร็วจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 6.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 159 ไมล์ต่อชั่วโมง

ในปี 2016 จากัวร์ประกาศจะผลิต XKSS จำนวน 25 คันให้ครบตามแผนเดิม โดยการสร้าง 9 คันที่สูญเสียไปจากเหตุเพลิงไหม้ การเป็นเจ้าของ XKSS คันดั้งเดิมนั้นเป็นไปได้ยากสำหรับนักสะสมส่วนใหญ่ แต่แม้แต่รุ่น “Continuation” ก็ยังมีราคาสูงลิ่ว ในปี 2020 XKSS Continuation ปี 1957 คันหนึ่งถูกขายไปในราคา 1,985,000 ดอลลาร์สหรัฐ

Jaguar XJ-S: ความสง่างามที่ยาวนาน

เมื่อจากัวร์เปิดตัว “Jaguar XJ-S” ในปี 1975 เพื่อทดแทน E-Type ซึ่งเป็นรถสปอร์ตอังกฤษที่สวยงามที่สุดคันหนึ่ง แม้ E-Type จะยังคงเป็นที่รักของแฟนๆ แต่เทคโนโลยีเริ่มล้าสมัยและตามคู่แข่งไม่ทัน จากัวร์จึงสร้างความประหลาดใจให้กับนักวิจารณ์และลูกค้าด้วยรถ Grand Tourer ที่หรูหราและมีขนาดใหญ่กว่าเดิม

XJ-S ผลิตยาวนานกว่าสองทศวรรษ แม้ในช่วงแรกยอดขายจะไม่หวือหวา (เพียง 1,000 คันในปี 1980) แต่รุ่นนี้กลับกลายเป็นจากัวร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยมียอดผลิตรวมกว่า 98,000 คัน ทำลายสถิติของ E-Type จากัวร์เปิดตัว XJ-S ในรูปแบบ Fastback Coupé แต่กว่าจะผลิตรุ่น Convertible ก็ใช้เวลาถึง 13 ปี เนื่องจากข้อกฎหมายด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เข้มงวดในทศวรรษ 1970

ตลอดระยะเวลาการผลิตกว่า 20 ปี จากัวร์ได้นำเสนอเครื่องยนต์ 6 และ 12 สูบที่หลากหลาย ตามข้อมูลจาก Automobile Catalog รถ Fastback Coupé 2 ประตู ปี 1996 เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร ให้กำลัง 298 แรงม้า สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 6.6 วินาที ทำระยะ 1/4 ไมล์ ใน 15.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 162 ไมล์ต่อชั่วโมง

ในปี 1991 จากัวร์ได้ปรับปรุงเส้นสายของ XJ-S ให้ดูละมุนตาขึ้น และเปลี่ยนชื่อเป็น XJS รุ่นใหม่มาพร้อมเครื่องยนต์ AJ6 ‘Sport’ ขนาด 4.0 ลิตร ที่ใช้ใน XJ40 หรือเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร (ในปี 1992) รถรุ่นสุดท้ายเหล่านี้ได้รับการพัฒนาตลอดกว่า 20 ปี และถือเป็นที่สุดของตระกูล XJ-S ที่จากัวร์นำเสนอ

Jaguar XJ220: ซูเปอร์คาร์ที่เร็วที่สุดในยุค

“Jaguar XJ220” ที่เปิดตัวในงาน British International Motor Show ปี 1998 เป็นรถสปอร์ตที่มาจากแนวคิดรถแข่ง ขับเคลื่อนสี่ล้อ และเครื่องยนต์ V12 ที่เหมาะสมกับการแข่งขัน FIA Group B อย่างไรก็ตาม คู่แข่งสำคัญอย่าง Porsche 959 และ Ferrari F40 ได้นำเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จขนาดกะทัดรัดที่ให้กำลังสูงแต่น้ำหนักเบากว่ามาใช้แล้ว

ด้วยความร่วมมือกับ Tom Walkinshaw Racing (TWR) จากัวร์ตัดสินใจละทิ้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ซับซ้อนและหนักเกินไป และเปลี่ยนเครื่องยนต์ V12 ที่มีปัญหาด้านกำลัง การปล่อยมลพิษ และความน่าเชื่อถือ มาเป็นเครื่องยนต์ V6 Twin-turbocharged ขนาด 3.5 ลิตร เครื่องยนต์ V6 ขนาดกะทัดรัดนี้ช่วยลดฐานล้อ น้ำหนัก และเพิ่มกำลังกับแรงบิด

เครื่องยนต์ V6 จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ส่งกำลัง 542 แรงม้า และแรงบิด 475 ปอนด์-ฟุต ไปยังล้อหลัง ตามข้อมูลจาก Motor Trend รถสปอร์ตที่สง่างามคันนี้สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 3.6 วินาที (ตามที่เคลม) และทำความเร็วสูงสุด 212 ไมล์ต่อชั่วโมง “Jaguar XJ220 Fastest Production Car” ได้ทำลายสถิติเป็นรถโปรดักชั่นที่เร็วที่สุดในยุคนั้น แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ McLaren F1 จะมาแซงหน้าไปในช่วงกลางทศวรรษ 1990

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพระดับสถิติและรูปทรงที่สง่างามไม่เพียงพอที่จะทำให้ซูเปอร์คาร์คันนี้ประสบความสำเร็จ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยและยอดขายที่ซบเซา จากัวร์ผลิตและขาย XJ220 ได้เพียง 282 คัน จากเป้าหมาย 350 คัน ระหว่างปี 1992-1994 ปัจจุบัน XJ220 ในตลาดประมูลมีราคาตั้งแต่ 300,000 ถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

Jaguar XK: การเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบ

“Jaguar XK” คือรถยนต์ Grand Touring แบบ 4 ที่นั่งหรูหรา ที่ผลิตระหว่างปี 1996 ถึง 2014 (รุ่นปี 2015) รุ่นแรกที่รู้จักกันในชื่อ XJX ได้เข้ามาแทนที่ XJS และมีให้เลือกทั้งแบบ Convertible และ Coupé จนถึงปี 2006 ในช่วงแรก จากัวร์นำเสนอทั้งสองรุ่นย่อยด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ให้กำลัง 290 แรงม้า ก่อนจะอัปเกรดเป็นรุ่น Supercharged ที่ให้กำลัง 370 แรงม้า Car and Driver รายงานอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 5.9-6.0 วินาที ระยะ 1/4 ไมล์ ใน 14.4-14.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง

ตามสไตล์จากัวร์อันเป็นเอกลักษณ์ ภายในของ XKX หุ้มด้วยหนังทั้งหมด ประดับด้วยลายไม้ Burled Wood อันงดงามบนแผงหน้าปัด คอนโซลกลาง และแผงประตู ซึ่งเป็นสิ่งที่มักสงวนไว้สำหรับรถซีดานหรู นอกจากนี้ ยังมีระบบ Adaptive Cruise Control และถุงลมนิรภัยด้านข้าง

แม้ XK รุ่นแรกจะเป็นรถ Grand Tourer ที่ยอดเยี่ยม แต่รุ่นที่สองที่เปิดตัวในปี 2007 นั้นดียิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งแบบ Convertible หลังคาอ่อนสองประตู และ Coupé สองประตู XK รุ่นใหม่มีตัวถังอลูมิเนียมที่เพรียวบาง ทำให้ Coupé มีน้ำหนักเบาลง 200 ปอนด์ และเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างขึ้น 30% ส่วนรุ่น Convertible ก็เบาลง 19% แต่มีความแข็งแกร่งของโครงสร้างเพิ่มขึ้น 50% การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ร่วมกับระบบบังคับเลี้ยวที่แม่นยำ ส่งผลให้การขับขี่มีความแข็งแกร่งและคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น ภายในปี 2015 “Jaguar XK Grand Tourer” ด้วยเส้นสายที่โค้งมน สไตล์อังกฤษแบบดั้งเดิม และกำลัง 385 แรงม้า ได้กลายเป็นรถ Grand Touring ที่สมบูรณ์แบบ

Jaguar C-Type: ผู้บุกเบิกดิสก์เบรก

“Jaguar C-Type” ที่ผลิตระหว่างปี 1951-1953 เป็นรถยนต์ที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ยานยนต์ สร้างขึ้นบนพื้นฐานของ XK120 ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงด้านความเร็วสูงสุด 120 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำให้เป็นรถโปรดักชั่นที่เร็วที่สุดในปี 1949

รถสปอร์ตคันนี้มาพร้อมตัวถังที่เบาและมีอากาศพลศาสตร์ที่ดี ติดตั้งบนโครงสร้างท่อเหล็ก และใช้เครื่องยนต์ เกียร์ และระบบกันสะเทือนหน้าแบบเดียวกับ XK120 ตามข้อมูลจาก Top Speed C-Type ที่ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ ให้กำลัง 210 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 8.0 วินาที (ซึ่งน่าประทับใจมากสำหรับปี 1951) และทำความเร็วสูงสุด 140 ไมล์ต่อชั่วโมง

ภายในของ C-Type เน้นความเรียบง่ายแบบรถแข่ง แผงอลูมิเนียมเปลือย เบาะสองที่นั่ง และแผงหน้าปัดที่แสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขัน กระจกบังลมขนาดเล็กให้การป้องกันลมและเศษวัสดุเพียงเล็กน้อย

จุดเด่นที่สำคัญของ C-Type คือการเป็นรถแข่งคันแรกที่ใช้ “ดิสก์เบรก” ซึ่งช่วยให้ชนะการแข่งขัน Le Mans 24 ชั่วโมง สองครั้ง และ Reims Grand Prix โดยมี Stirling Moss เป็นผู้ขับในปี 1952 ชัยชนะครั้งนี้เป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นหันมาใช้ดิสก์เบรกตาม

Jaguar ผลิต C-Type เพียง 53 คันระหว่างปี 1951-1953 ด้วยราคา MSRP ประมาณ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน ราคาขายต่อสะท้อนถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์และความหายากของ C-Type คันดั้งเดิม โดยมีรายงานการขายสูงถึง 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทหลายแห่งที่ผลิต “Jaguar C-Type Replica” คุณภาพสูงสำหรับนักสะสมที่มีงบประมาณจำกัด

Jaguar XJR-15: สุดยอดรถแข่งบนถนน

“Jaguar XJR-15” มีรากฐานมาจากรถแนวคิด Project R9R ของ Jaguar Sport และ Tom Walkinshaw Racing (TWR) ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อทดสอบความทนทานของตัวถังพลาสติกและคาร์บอนไฟเบอร์ที่ความเร็วสูง โดยยืมส่วนประกอบทางกลไกจาก Jaguar XJR-9 ที่ชนะการแข่งขัน Le Mans

ซูเปอร์คาร์คันนี้มีโครงสร้างแบบ Monocoque “Tub” ตรงกลาง และตัวถังที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์โดย Peter Stevens ผู้ออกแบบ McLaren F1 ที่มีชื่อเสียง เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร พร้อมเพลาข้อเหวี่ยง Cosworth forged ก้านสูบ ลูกสูบอลูมิเนียม และระบบหัวฉีด Zytek ให้กำลัง 450 แรงม้า และแรงบิด 4500 ปอนด์-ฟุต

การใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์อย่างกว้างขวาง ทำให้ซูเปอร์คาร์คันนี้มีน้ำหนักเพียง 1,050 กิโลกรัม การผสมผสานระหว่างน้ำหนักเบาและเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ทำให้รถสามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 3.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 215 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบกันสะเทือนแบบรถแข่ง พร้อมปีกนกที่ผลิตขึ้นพิเศษ โช้คอัพแบบ Pushrod-spring หน้า และสปริงหลัง รวมถึงดิสก์เบรก ทำให้รถมีสมรรถนะการควบคุมที่ยอดเยี่ยมและเชื่อถือได้

Jaguar ประกาศเปิดตัว XJR-15 ในเดือนพฤศจิกายน 1990 และผลิตที่ Jaguar Sport ใน Coventry ประเทศอังกฤษ จนถึงปี 1992 ผู้ผลิตรถสปอร์ตสัญชาติอังกฤษรายนี้ผลิตซูเปอร์คาร์เพียง 53 คัน โดยตั้งราคาขายไว้มากกว่า 900,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน แม้ว่า Jaguar จะสร้างบางรุ่นสำหรับการแข่งขันระดับมืออาชีพ (ในปี 1991 มี 16 คันร่วมแข่งขันใน Monaco ที่ Jaguar Sport Intercontinental Challenge) แต่ปัจจุบันรถทุกคันเป็นสมบัติของนักสะสมส่วนตัว

SS Jaguar 100: จุดเริ่มต้นแห่งตำนานสปอร์ต

ในช่วงต้นปี 1935 จากัวร์ได้เปิดตัว “SS90” ในตลาดที่มีรถ Drophead Coupés และ Saloons เป็นจำนวนมาก แต่มีรถสปอร์ตสองที่นั่งเพียงไม่กี่รุ่น แม้รถเปิดประทุนคันนี้จะดูสวยงาม แต่สมรรถนะยังไม่โดดเด่นนัก โดยใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ Side-valve แบบเดียวกับ SS1 Saloon ทำให้ขายได้เพียง 23 คัน

ในเดือนกันยายน 1935 เมื่อจากัวร์ประกาศเปิดตัว “SS100” ด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบ 2.5 ลิตร แบบ Overhead Valve ให้กำลัง 102 แรงม้า และทำความเร็วสูงสุด 94 ไมล์ต่อชั่วโมง หลายคนถือว่านี่คือ “Jaguar Sportscar คันแรกที่แท้จริง” ของบริษัท ต่อมา SS100 ก็เร็วขึ้นไปอีก เมื่อติดตั้งเครื่องยนต์ 3.5 ลิตร Naturally Aspirated 6 สูบ แบบ Inline พร้อมคาร์บูเรเตอร์ SU สองตัว ให้กำลัง 125 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด ส่งผลให้ทำความเร็วสูงสุดได้ 101 ไมล์ต่อชั่วโมง ตามข้อมูลจาก Supercars.net รถสปอร์ตคันนี้เร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 10.8 วินาที ด้วยราคา £395 (ประมาณ 2,524.70 ดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้ SS100 กลายเป็นรถยนต์ที่ราคาถูกที่สุดในอังกฤษที่สามารถทำความเร็วเกิน 100 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้

SS100 มีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับรุ่นก่อนหน้า ยกเว้นรายละเอียดบางอย่าง เช่น ไฟหน้า Lucas de Luxe ขนาดใหญ่ และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมป้าย “SS Jaguar” ติดตั้งล้อแบบ Splined Center-Lock ขนาด 15 นิ้วของ Dunlop และเบรกดรัม Girling แบบ Rod-operated ที่ควบคุมด้วยแป้นเหยียบหรือเบรกมือ (ข้อมูลจาก Carfolio)

ในช่วงการผลิตระหว่างปี 1935-1938 จากัวร์ผลิตรถรุ่น 2.5 ลิตร จำนวน 191 คัน และรุ่น 3.5 ลิตร เพิ่มเติมอีก 118 คันในปี 1938 และ 1939 ล่าสุด SS100 ปี 1935 คันหนึ่งมีราคาประมูลสูงกว่า 425,000 ดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงจาก Hot Cars)

Jaguar XJR-X300: ความดุดันและความน่าเชื่อถือ

ออกแบบตามขนบของจากัวร์ที่เน้นเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวและความหรูหรา “XJR-X300” ซึ่งเปิดตัวในปี 1994 ที่ Paris Motor Show ได้แสดงสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยความสูงโดยรวมที่ต่ำและฝากระโปรงท้ายที่ลาดเอียง (อ้างอิงจาก Car Scoops) กระจังหน้าโครเมียมแบบ Mesh ที่ไม่มีซี่แนวตั้งแบบดั้งเดิม และไฟหน้าสี่ดวงทรงกลม ทำให้รถซีดานคันนี้ดูดุดันและน่าเกรงขามกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่

ภายในห้องโดยสาร มีพื้นที่เหนือศีรษะไม่เพียงพอสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่สูงเกิน 6 ฟุต แต่เบาะนั่งที่ปรับระดับต่ำช่วยชดเชยได้ ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในรถสปอร์ต การตกแต่งด้วยลายไม้จำนวนมากและหนังที่นุ่มนวล อาจทำให้เชื่อได้ว่าจากัวร์ให้ความสำคัญกับสมรรถนะน้อยลงในการออกแบบ แต่จริงๆ แล้ว XJR-X300 กลับมีสมรรถนะที่ดีกว่ารถหรูทั่วไป

เครื่องยนต์ Supercharged 4.0 ลิตร 6 สูบตรง ให้กำลัง 320 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ ZF 4 สปีด “J-change” สามารถส่งรถให้เร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาไม่ถึง 6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่าง Computer Active Technology Suspension (CATS) ปรับการทำงานของโช้คอัพได้อย่างต่อเนื่องตามสภาพถนนและความเร็วของรถ ทำให้ “Jaguar XJR Handling” มีความเหนือกว่า

แม้ว่า XJR จะมีรูปลักษณ์ที่น่าดึงดูด สมรรถนะที่แข่งขันได้ และการควบคุมที่ยอดเยี่ยม คุณสมบัติที่ดีที่สุดของรถซีดานคันนี้อาจเป็นความน่าเชื่อถือ โดยรถได้รับอันดับสองใน J.D. Power’s Initial Quality Survey ทำให้เป็นหนึ่งในจากัวร์ที่ดีและน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา

Jaguar XE SV Project 8: ขุมพลังในสนามแข่งบนถนน

“Jaguar XE SV Project 8” ดูเหมือนรถยนต์ที่วิ่งบนถนนได้มากกว่ารถที่พร้อมลงสนามแข่ง แม้แต่ตัวถังที่ได้รับการปรับแต่งอย่างประณีต สปลิตเตอร์หน้า และปีกหลังขนาดใหญ่ ก็ยังไม่สามารถทำให้คนทั่วไปเชื่อได้ว่ารถซีดาน 4 ประตู 4 ที่นั่งคันนี้ คือรถที่มีสมรรถนะพิเศษ

แต่ “Jaguar XE SV Project 8 Performance” ได้ทำลายสถิติรถซีดาน 4 ประตูบนสนาม Nurburgring ด้วยเวลา 7:21.23 ซึ่งเร็วกว่า Alfa Romeo Giulia Quadrifoglio ที่เคยทำสถิติไว้ถึง 11 วินาที ล่าสุดที่ WeatherTech Laguna Seca นักแข่ง Randy Pobst ได้สร้างสถิติใหม่สำหรับรถซีดานโปรดักชั่น ด้วยเวลา 1:37.54 แซงหน้าสถิติเดิม 1:38.52 ของ Cadillac CTS-V ปี 2016

ภายใต้ฝากระโปรงที่ดูเรียบง่าย XE SV Project 8 ซ่อนเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร DOHC 32 วาล์ว แบบ Supercharged และ Intercooled พร้อมเสื้อสูบอลูมิเนียม ฝาสูบ และระบบฉีดเชื้อเพลิงตรง ให้กำลัง 592 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 516 ปอนด์-ฟุต ที่ 3,500 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ขนาดมหึมานี้ส่งกำลังทั้งหมดผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Manual ไปยังล้อทั้งสี่

Project 8 ด้วยส่วนประกอบคาร์บอนไฟเบอร์และเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง คือ “Jaguar High Performance Road Car” ที่มีสมรรถนะสูงสุดของจากัวร์จนถึงปัจจุบัน ในการทดสอบอัตราเร่งของ Motor Trend XE SV Project 8 สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 3.2 วินาที และทำระยะ 1/4 ไมล์ ใน 11.4 วินาที ที่ความเร็ว 122 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้จะมีคุณสมบัติเทียบเท่ารถแข่ง แต่ Project 8 ก็เป็นรถที่ใช้งานบนถนนได้อย่างสะดวกสบายและใช้งานได้จริง ด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่คาดการณ์โดย EPA อยู่ที่ 16/22 ไมล์ต่อแกลลอน (ในเมือง/นอกเมือง)

Jaguar S-Type: ความแปลกใหม่ที่น่าจดจำ

จากัวร์มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการออกแบบและผลิตรถยนต์ที่สวยงามที่สุดในโลก ซึ่งเป็นประเพณีที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ แม้ก่อนที่ผู้ผลิตรถยนต์สุดหรูจะเปิดเผยรูปทรงและสไตล์ของรุ่นใหม่ หรือการทดลองขับจะยืนยันสมรรถนะที่สูง เมื่อเปิดตัว ผู้ที่ชื่นชอบมักจะชื่นชมในรูปแบบที่เป็นนวัตกรรมและศิลปะ แม้ว่าสมรรถนะอาจจะไม่ตรงตามความคาดหวัง

“Jaguar S-Type” ปี 1963 คือข้อยกเว้น

รถรุ่นที่เข้ามาแทนที่ MK2 อันเป็นที่รัก กลับดูเหมือนเป็นการผสมผสานที่สับสนของสไตล์ตัวถังจากัวร์ ด้านหน้า S-Type ใช้ตัวถังของ MK2 แต่มีเส้นหลังคาที่แบนราบกว่าอย่างเห็นได้ชัด บังโคลนหน้าใหม่มีไฟหน้าแบบ Hooded เหนือกันชนหน้าบางๆ สไตล์ด้านหลังมาจาก MK X ทำให้รถซีดานผู้บริหารคันนี้มีพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวาง นักวิจารณ์กล่าวว่าจากัวร์รุ่นใหม่นี้ดูเหมือนโครงการที่ออกแบบอย่างเร่งรีบ

แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ดูไม่สมบูรณ์แบบ แต่คุณสมบัติที่ทำให้จากัวร์รุ่นนี้เป็นหนึ่งในรุ่นที่ดีที่สุดและเหนือกว่า MK2 ในด้านกลไก คือเพลาหลังและระบบกันสะเทือนอิสระเต็มรูปแบบที่ยกมาจาก E-Type S-Type ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ให้กำลัง 210 แรงม้า และแรงบิด 215 ปอนด์-ฟุต รถซีดานคันนี้สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 9.3 วินาที (ตามข้อมูลจาก Automobile-Catalog) ทำระยะ 1/4 ไมล์ ใน 17.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 124 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วย S-Type จากัวร์ได้สร้างรถที่มีสมรรถนะปานกลาง รูปลักษณ์ไม่โดดเด่น แต่มีลักษณะการขับขี่ที่น่าภาคภูมิใจ

Jaguar F-Type: สปอร์ตคาร์ยุคใหม่ที่น่าปรารถนา

“Jaguar F-Type” คือรถสปอร์ตสมรรถนะสูงยุคใหม่ ที่มีคุณสมบัติและสมรรถนะที่แข่งขันได้อย่างดีกับรถในระดับเดียวกันและราคาใกล้เคียง เช่น Porsche 718 Boxster, Porsche 718 Cayman และ Chevy Corvette อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ F-Type Jaguar แตกต่างจากคู่แข่ง และเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ดีที่สุดของจากัวร์ตลอดกาล คือตำแหน่งของเครื่องยนต์ที่อยู่ด้านหน้าคนขับ แทนที่จะอยู่ด้านหลัง

เมื่อจากัวร์เปิดตัว F-Type สำหรับรุ่นปี 2014 นี่คือรถสปอร์ตแท้ๆ คันแรกของบริษัทนับตั้งแต่ E-Type อันโด่งดัง ในปีก่อนๆ จากัวร์นำเสนอรถสปอร์ตสองที่นั่งนี้ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบแบบมาตรฐาน และเครื่องยนต์ V6 Supercharged เป็นอุปกรณ์เสริม สำหรับรุ่นปี 2022 F-Type มีให้เลือกเฉพาะเครื่องยนต์ V8 เท่านั้น จาก 3 รุ่นย่อยที่พร้อมใช้งาน คือ R, P450, และ P450 R-Dynamic แม้แต่รุ่น P450 ที่มีกำลังน้อยที่สุด ก็ยังมีเครื่องยนต์ V8 Supercharged ขนาด 5.0 ลิตร ให้กำลัง 444 แรงม้า P450 มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เบรกหลังขนาดใหญ่ ล้อ 20 นิ้ว และระบบไอเสียแบบ Active exhaust ส่วน P450 R-Dynamic มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ตามข้อมูลจาก Jaguar ไม่ว่าจะเป็น RWD หรือ AWD “Jaguar F-TYPE P450” สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้อย่างคล่องแคล่วใน 4.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 177 ไมล์ต่อชั่วโมง

ทั้งสามรุ่นย่อยของ Jaguar F-Type มีให้เลือกทั้งแบบ Coupé และ Convertible แม้แต่ละรุ่นจะมีข้อดีแตกต่างกันไป แต่รุ่น Convertible อาจจะให้ประสบการณ์ที่สนุกสนานที่สุด ด้วยการเปิดรับเสียงคำรามอันทรงพลังของเครื่องยนต์ V8 อย่างเต็มที่

บทสรุป

ตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน จากัวร์ได้สร้างสรรค์รถยนต์ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ ความงาม และสมรรถนะที่ยากจะหาใครเทียบได้ ตั้งแต่รุ่นคลาสสิกที่กลายเป็นตำนาน ไปจนถึงรถสปอร์ตยุคใหม่ที่ยังคงรักษา DNA ของแบรนด์ไว้ได้อย่างครบถ้วน การได้สัมผัสหรือเป็นเจ้าของ “สุดยอดรถยนต์จากัวร์” สักคัน คือการได้สัมผัสกับมรดกทางยานยนต์อันทรงคุณค่า

หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์จากัวร์ และกำลังมองหารถยนต์ที่ผสมผสานความหรูหรา ประสิทธิภาพ และสไตล์ที่เหนือระดับ การสำรวจตัวเลือก “Jaguar for Sale” หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์คลาสสิกและรถหรู คือก้าวต่อไปที่คุณไม่ควรพลาด มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดตำนานอันน่าภาคภูมิใจของจากัวร์ไปพร้อมๆ กัน

Previous Post

G1501021 แม เล ยงจอมปลอม อยากได สมบ part2

Next Post

G0302006 เล กไปเลย แม ไม ไหวก บน ยแบบน เหม อนก part2

Next Post
G0302006 เล กไปเลย แม ไม ไหวก บน ยแบบน เหม อนก part2

G0302006 เล กไปเลย แม ไม ไหวก บน ยแบบน เหม อนก part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • G2912021 หาเงินแต่งให้ลูกชาย part2
  • G2912020 แต่งงานไปแล้วอยากได้เงินคืน part2
  • G2912018 ความเห็นแก่ตัวของคนมันปกปิดไม่ได้ part2
  • G2912017 ปล่อยให้มันมานะอยู่ข้างแม่ part2
  • G2912014 กลัวจะเสียลูกชายคนเดียวไป part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.