
MG เฉลิมฉลอง 100 ปี พร้อมยกระดับตลาดรถยนต์ไทย ด้วยทัพยนตรกรรมไฟฟ้าสุดล้ำแห่งอนาคต
ในวาระครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งกลุ่มบริษัท SAIC Motor Corporation Limited ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำระดับโลก การเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยของแบรนด์ MG (Morris Garages) เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุดสู่ผู้บริโภคชาวไทย จากประสบการณ์กว่าทศวรรษในการพัฒนาและทำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในหลากหลายเซกเมนต์ MG ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมไฟฟ้าใหม่ถึง 4 รุ่น อันทรงพลังและโดดเด่น ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (Motor Show 2024) ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายนนี้ ในบูธ A8 อาคารชาเลนเจอร์ 3
การเปิดตัวครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองวาระสำคัญ แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดย MG ได้นำเสนอรถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่สปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้าเปิดประทุนสุดหรู, แฮทช์แบ็คอีวีที่ขับสนุกและเร้าใจ, E-MPV อเนกประสงค์ขนาดกลางสำหรับครอบครัว, ไปจนถึงสปอร์ตซีดานคูเป้ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า
NEW MG CYBERSTER: สุดยอดสปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้า เปิดประสบการณ์ใหม่แห่งความหรูหราและสมรรถนะ
สำหรับหัวใจสำคัญของการเปิดตัวในครั้งนี้ คือ NEW MG CYBERSTER สปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้าแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่งรุ่นพวงมาลัยขวา ซึ่งถือเป็นการปรากฏตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน การมาถึงของ MG Cyberster ไม่ใช่แค่การเพิ่มรุ่นรถในตลาด แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ด้วยการออกแบบที่ผสมผสานความคลาสสิกและความล้ำสมัยได้อย่างลงตัว
ดีไซน์ภายนอกของ MG Cyberster ได้รับการรังสรรค์โดย SAIC’s Advanced Design Studio ที่ลอนดอน สหราชอาณาจักร โดดเด่นด้วยเส้นสายอันเฉียบคม ประตูแบบปีกนก (Scissor Doors) ที่เปิด-ปิดด้วยระบบสัมผัส และหลังคาผ้าใบแบบ Soft-top ที่สามารถเปิด-ปิดได้อย่างง่ายดาย สะท้อนถึงจิตวิญญาณของรถสปอร์ตโรดสเตอร์อย่างแท้จริง การออกแบบกระจังหน้าแบบเรียวยาว ไฟหน้าภายใต้คอนเซ็ปต์ “Eye of the Storm” และไฟท้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธง Union Jack ของสหราชอาณาจักร ยิ่งเสริมให้ตัวรถดูมีความพรีเมียมและเป็นเอกลักษณ์
ภายในห้องโดยสารของ MG Cyberster เน้นความหรูหราและทันสมัย การตกแต่งแบบ Two-tone วัสดุ Soft touch คุณภาพสูง เบาะนั่งดีไซน์แบบ Y-Shape ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ หุ้มด้วยหนัง Nappa สลับกับหนัง Alcantara ที่ให้สัมผัสอันนุ่มนวลและหรูหรา เทคโนโลยีภายในจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นจอแสดงผลแบบ Triple-Screen ขนาด 7 นิ้ว, 10.25 นิ้ว, และ 7 นิ้ว เรียงต่อกันเพื่อมอบข้อมูลและความบันเทิงที่ครบครัน ระบบอัจฉริยะ i-SMART และระบบเครื่องเสียงคุณภาพจาก Bose พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง ยิ่งเสริมประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ
ในด้านสมรรถนะ MG Cyberster มาพร้อมขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุดถึง 544 แรงม้า (400 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 725 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 3.2 วินาที บ่งบอกถึงสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ แบตเตอรี่ Ultra-Thin Rubik’s Cube ความจุ 77 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 503 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ Double Wishbone และด้านหลังแบบอิสระ Multi-link พร้อมระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ และระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 26 ระบบ ที่ครอบคลุมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ครบครัน
NEW MG4 ELECTRIC: ปฏิวัติวงการแฮทช์แบ็คอีวี สู่มาตรฐานใหม่แห่งการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ
MG4 ELECTRIC คืออีกหนึ่งรุ่นไฮไลท์ที่ MG นำมาจัดแสดง ซึ่งได้รับการยอมรับในตลาดโลกด้วยคอนเซ็ปต์ “ICON” ที่นิยามการเป็นต้นแบบและมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับสนุก พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ทำให้ MG4 ELECTRIC มีจุดเด่นด้านการกระจายน้ำหนักแบบสมมาตร 50:50 จุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Centre of Gravity) และช่วงล่างที่ยอดเยี่ยม ทั้งด้านหน้าแบบอิสระ MacPherson Strut และด้านหลังแบบอิสระ 5-Link Suspension ส่งผลให้การควบคุมและการขับขี่มีความคล่องตัวและมั่นคง
MG ได้ต่อยอดความสำเร็จของ MG4 ELECTRIC ด้วยการนำเสนอ รุ่น XPOWER ซึ่งเป็นที่สุดแห่งสมรรถนะของ MG4 ELECTRIC ด้วยขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุด 435 แรงม้า (320 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.8 วินาที พร้อมแบตเตอรี่ Rubik’s Cube Battery ขนาด 64 kWh (NMC) วิ่งได้ระยะทาง 480 กิโลเมตร (NEDC) โดดเด่นด้วยสีเขียว Wild Hunter Green สุดสปอร์ต พร้อมหลังคา Two-tone สีดำ ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ภายในตกแต่งด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์และหนัง Alcantara พร้อมระบบ One Pedal Driving เพิ่มอรรถรสในการขับขี่
นอกจากรุ่น XPOWER แล้ว MG ยังเอาใจกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายด้วยรุ่น STANDARD RANGE (49 kWh) ที่วิ่งได้ระยะทาง 423 กิโลเมตร (NEDC) และรุ่น LONG RANGE (64 kWh) ที่วิ่งได้ระยะทาง 540 กิโลเมตร (NEDC) ทั้งสองรุ่นมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร และได้รับการปรับปรุงฟังก์ชันต่างๆ ทั้งภายนอกและภายใน อาทิ ระบบ Adaptive Grille ช่วยระบายความร้อนอัตโนมัติ, ใบปัดน้ำฝนด้านหลัง, หน้าจอสัมผัสขนาด 12 นิ้ว (จากเดิม 10.25 นิ้ว), ช่องวางแก้วที่ประตู, และราวจับสำหรับผู้โดยสาร (Assist Grip) 3 ตำแหน่ง
รุ่น STANDARD RANGE มาพร้อมล้ออัลลอย 17 นิ้ว พร้อม AERO WHEEL COVER ส่วนรุ่น LONG RANGE มาพร้อมล้ออัลลอย 18 นิ้ว และสีตัวถังใหม่ สีส้ม Fizzy Orange ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับ MG4 ELECTRIC ในฐานะ “แฮทช์แบ็คอีวีที่ขับสนุกที่สุด” (THE BEST ENJOYABLE EV)
NEW MG MAXUS 7: E-MPV ขนาดกลาง 7 ที่นั่ง ขุมพลังไฟฟ้าเพื่อครอบครัวยุคใหม่
สำหรับครอบครัวที่มองหายานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง MG ได้นำ NEW MG MAXUS 7 E-MPV ขนาดกลาง 7 ที่นั่ง มาจัดแสดงให้คนไทยได้สัมผัสคันจริงเป็นครั้งแรก ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นตามแบบฉบับ MG MAXUS Series ผสมผสานกับฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย
MG MAXUS 7 มาพร้อมประตูสไลด์ไฟฟ้าอัตโนมัติ ฝาท้ายไฟฟ้า ระบบเปิดประตูแบบเก็บซ่อน และหลังคา Panoramic Sunroof ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีดำและสีน้ำตาล ให้ความรู้สึกเรียบหรู ดีไซน์คอนโซลหน้าแบบ Dual Layer พร้อมที่วางแก้วและแท่นชาร์จไร้สาย เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และที่สำคัญคือเบาะแถวที่ 2 แบบ Captain Seat ที่มอบความสบายและรองรับสรีระได้อย่างดีเยี่ยม
เทคโนโลยีภายในจัดเต็มด้วยหน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ที่เชื่อมต่อกับระบบมัลติมีเดีย รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto และยังมีระบบ V2L (Vehicle-to-Load) ที่สามารถจ่ายกระแสไฟได้ถึง 6.6 kW ทำให้รถ MG MAXUS 7 กลายเป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ได้
ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 90 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) MG ได้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจ Pre-booking NEW MG MAXUS 7 ในงานนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2567 ด้วยข้อเสนอพิเศษ จอง 10,000 บาท รับส่วนลดทันที 20,000 บาท
NEW MG5 PRO: สปอร์ตซีดานคูเป้ สมรรถนะเยี่ยม ห้องโดยสารกว้างที่สุดในเซกเมนต์
ปิดท้ายทัพด้วย NEW MG5 PRO ที่มาพร้อมการปรับโฉมให้มีความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ด้วยกระจังหน้า Black Chrome Gladius Grille Design การตกแต่งด้วยวัสดุ Smoke Chrome รอบคัน ล้ออัลลอยสีดำขนาด 17 นิ้ว ไฟหน้าและไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ ยังคงจุดเด่นด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางที่สุดในเซกเมนต์ มอบพื้นที่ใช้สอยและความสบายสูงสุด
ภายใน MG5 PRO ออกแบบคอนโซลกลางแบบ Driver-focus cockpit ที่เน้นการใช้งานของผู้ขับขี่ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง หลังคาซันรูฟขนาดใหญ่ และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง หน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว และหน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาด 7 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย รวมถึงระบบ Digital Key ที่สามารถรับ-ส่งโค้ดผ่านแอปพลิเคชัน i-SMART โดยไม่ต้องใช้กุญแจ
ด้านความปลอดภัย MG5 PRO มาพร้อมระบบ ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM มาตรฐานยุโรป ครอบคลุมระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ, ABS, EBD, EBA, ระบบช่วยเตือนเมื่อเปลี่ยนเลน, ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Detection System), กล้องมองภาพรอบทิศทาง 3 มิติ, ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี, ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน และถุงลมนิรภัย 6 จุด มีสีตัวถังให้เลือกถึง 6 สี พร้อมสีใหม่ Mineral Green
MG ไม่เพียงแต่นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ แต่ยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์อนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืนและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน การเปิดตัวยนตรกรรมไฟฟ้าทั้ง 4 รุ่นนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของ MG ในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์แห่งอนาคตของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า สามารถเยี่ยมชมและทดลองขับรถยนต์ MG รุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง 4 รุ่น ได้ที่บูธ MG หมายเลข A8 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตลอดระยะเวลาจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและจองรถยนต์ได้ที่เว็บไซต์ MG Thailand และผู้จำหน่ายทั่วประเทศ