
MG ฉลอง 100 ปี บุกตลาดไทยเต็มสูบ เปิดตัวยนตรกรรมไฟฟ้าสุดล้ำรุ่นใหม่ พร้อมส่งรุ่นผลิตในประเทศ เจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่
ในวาระครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้ง แบรนด์ MG (Morris Garages) ไม่ได้เพียงแค่มุ่งมั่นสืบสานตำนานแห่งสมรรถนะและความโดดเด่นทางดีไซน์ แต่ยังประกาศก้องถึงการเดินหน้าอย่างเต็มกำลังในตลาดประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกเซกเมนต์การขับขี่ ตั้งแต่สปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้าสุดหรู ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับครอบครัว และรถยนต์ซีดานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่ง MG ได้นำเสนอไฮไลท์สำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้า และย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่เข้าถึงได้
NEW MG CYBERSTER: สปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้าเปิดประทุน ครั้งแรกในอาเซียน
หัวใจหลักของการเปิดตัวที่สร้างความตื่นตาตื่นใจมากที่สุด คือ NEW MG CYBERSTER สปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้าแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่ง รุ่นพวงมาลัยขวา ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน ด้วยดีไซน์ที่เหนือระดับ ชวนให้นึกถึงรถสปอร์ตคลาสสิก ผสานเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว การออกแบบภายนอกสะท้อน DNA ความสปอร์ตของ MG ได้อย่างชัดเจน ด้วยเส้นสายที่พลิ้วไหว โฉบเฉี่ยว ประตูแบบปีกนกที่เปิด-ปิดด้วยระบบสัมผัส และหลังคาซอฟต์ท็อปที่ให้ประสบการณ์การขับขี่แบบเปิดโล่งได้อย่างเต็มที่
การออกแบบภายใต้การดูแลของ SAIC’s Advanced Design Studio ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร สะท้อนความใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่กระจังหน้าเรียวยาว ไฟหน้าดีไซน์ “Eye of the Storm” อันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงไฟท้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธง Union Jack ของสหราชอาณาจักร ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่เสริมความดุดัน และห้องโดยสารภายในที่ตกแต่งด้วยโทนสีทูโทน ใช้วัสดุระดับพรีเมียมอย่างหนัง Nappa และ Alcantara เสริมด้วยเบาะนั่งดีไซน์ Y-Shape ที่รองรับสรีระได้อย่างลงตัว
เทคโนโลยีภายในห้องโดยสาร คืออีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ MG CYBERSTER ก้าวข้ามขีดจำกัดของรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ Triple-Screen ขนาด 7 นิ้ว, 10.25 นิ้ว และ 7 นิ้ว ที่เรียงต่อกัน มอบข้อมูลการขับขี่และความบันเทิงได้อย่างครบครัน ควบคู่ไปกับระบบอัจฉริยะ i-SMART และระบบเสียงคุณภาพจาก Bose พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง สร้างประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับ
ด้านสมรรถนะ NEW MG CYBERSTER มาพร้อมขุมพลังจากมอเตอร์คู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังสูงสุดถึง 544 แรงม้า (400 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 725 นิวตันเมตร สามารถทะยานจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 3.2 วินาที เท่านั้น แบตเตอรี่ Ultra-Thin Rubik’s Cube ขนาด 77 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 503 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) เสริมด้วยระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ ช่วงล่างอิสระ Double Wishbone ด้านหน้า และ Multi-link ด้านหลัง พร้อมระบบความปลอดภัย ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM กว่า 26 ระบบ ครอบคลุมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เต็มรูปแบบ
NEW MG4 ELECTRIC: นิยามใหม่ของแฮทช์แบ็คอีวีที่ขับสนุก พร้อมรุ่น XPOWER สุดแรง
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ไฟฟ้าที่ให้ประสบการณ์การขับขี่เร้าใจ NEW MG4 ELECTRIC คือคำตอบ ด้วยคอนเซ็ปต์ “ICON” ที่นิยามการเป็นต้นแบบและมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าที่สนุกในการขับขี่ พัฒนาบนแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ส่งผลให้มีการกระจายน้ำหนักสมมาตร 50:50 จุดศูนย์ถ่วงต่ำ และช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดี ทั้งด้านหน้าแบบอิสระ MacPherson Strut และด้านหลังแบบอิสระ 5-Link Suspension มอบการควบคุมที่เฉียบคมและแม่นยำ
MG ได้ต่อยอดความสำเร็จของ MG4 ELECTRIC ด้วยการเพิ่มรุ่น XPOWER ซึ่งเป็นสุดยอดไอคอนแห่งตระกูล ด้วยขุมพลังมอเตอร์คู่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังสูงสุด 435 แรงม้า (320 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ใน 3.8 วินาที แบตเตอรี่ Rubik’s Cube ขนาด 64 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 480 กิโลเมตร (NEDC) มาพร้อมการตกแต่งภายนอกด้วยสีเขียว Wild Hunter Green หลังคาสีดำ Two-tone และล้ออัลลอย 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารเพิ่มความสปอร์ตพรีเมียมด้วยวัสดุผสมระหว่างหนังสังเคราะห์และหนัง Alcantara พร้อมระบบ One Pedal Driving เฉพาะรุ่น XPOWER
นอกจากนี้ MG ยังนำเสนอ NEW MG4 ELECTRIC ในรุ่นย่อยที่ผลิตภายในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยมีรุ่น STANDARD RANGE (แบตเตอรี่ 49 kWh) วิ่งได้ 423 กิโลเมตร (NEDC) และรุ่น LONG RANGE (แบตเตอรี่ 64 kWh) วิ่งได้ 540 กิโลเมตร (NEDC) ทั้งสองรุ่นมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 170 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร พร้อมการปรับปรุงฟังก์ชันต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น เช่น ADAPTIVE GRILLE ช่วยระบายความร้อนอัตโนมัติ ใบปัดน้ำฝนด้านหลัง หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 12 นิ้ว เพิ่มช่องวางแก้ว และราวจับในห้องโดยสาร
รุ่น STANDARD RANGE มาพร้อมล้ออัลลอย 17 นิ้ว พร้อม AERO WHEEL COVER ส่วนรุ่น LONG RANGE มาพร้อมล้ออัลลอย 18 นิ้ว และสีตัวถังใหม่สีส้ม Fizzy Orange เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสดใสให้กับผู้ใช้งาน
NEW MG MAXUS 7: E-MPV พรีเมียม 7 ที่นั่ง เปิดจองก่อนใคร
สำหรับครอบครัวยุคใหม่ หรือผู้ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง NEW MG MAXUS 7 E-MPV ขนาดกลาง 7 ที่นั่ง คือหนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่ MG นำมาจัดแสดง โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสคันจริงก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ดีไซน์ของ MG MAXUS 7 สะท้อนความหรูหราและทันสมัย ตามแบบฉบับ MG MAXUS Series มาพร้อมฟังก์ชันอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ประตูสไลด์ไฟฟ้า ฝาท้ายไฟฟ้า มือจับประตูแบบซ่อน และหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีดำและน้ำตาล ให้ความรู้สึกอบอุ่นและหรูหรา คอนโซลหน้าดีไซน์ Dual Layer พร้อมที่วางแก้ว และรองรับการชาร์จไร้สาย เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และที่นั่งแบบ Captain Seat ในแถวที่ 2 ที่ให้ความสบายและรองรับสรีระได้อย่างดีเยี่ยม
เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัย อาทิ หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อกับระบบมัลติมีเดีย Apple CarPlay และ Android Auto และที่โดดเด่นคือ ระบบ V2L (Vehicle-to-Load) ที่สามารถจ่ายกระแสไฟภายนอกได้ถึง 6.6 kW ทำให้รถยนต์คันนี้กลายเป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ได้
ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 90 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 480 กิโลเมตร (WLTP) MG ได้เปิดให้ผู้สนใจสามารถ Pre-booking NEW MG MAXUS 7 ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2567 ผ่านช่องทางออนไลน์ของ MG พร้อมข้อเสนอพิเศษ จอง 10,000 บาท รับส่วนลด 20,000 บาท
NEW MG5 PRO: สปอร์ตคูเป้ซีดาน สมรรถนะเยี่ยม ห้องโดยสารกว้างที่สุดในเซกเมนต์
ปิดท้ายด้วย NEW MG5 PRO ที่ได้รับการปรับโฉมให้มีความโฉบเฉี่ยวและสะดุดตามากยิ่งขึ้น เน้นย้ำความเป็นสปอร์ตคูเป้ซีดานที่แตกต่างอย่างมีสไตล์ ด้วยกระจังหน้า Black Chrome Gladius Grille Design วัสดุ Smoke Chrome รอบคัน ล้ออัลลอยสีดำขนาด 17 นิ้ว ไฟหน้าและไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่
จุดเด่นของ MG5 PRO ยังคงอยู่ที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางที่สุดในเซกเมนต์ พร้อมฟังก์ชันที่ครบครัน คอนโซลหน้าดีไซน์ Driver-focus cockpit ที่ออกแบบให้เหมาะกับตำแหน่งผู้ขับขี่ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง หลังคาซันรูฟขนาดใหญ่ และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง หน้าจอทัชสกรีน 10 นิ้ว และหน้าจอแสดงผลดิจิทัล 7 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย รวมถึงระบบ Digital Key ที่ให้คุณควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชัน i-SMART ได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ
ด้านความปลอดภัย NEW MG5 PRO มาพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ที่ทำงานผสานกันอย่างลงตัว ประกอบด้วย ดิสก์เบรก 4 ล้อ ระบบ ABS, EBD, EBA ระบบช่วยเตือนเมื่อเปลี่ยนเลน, ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Detection), กล้องมองภาพรอบทิศทาง 3 มิติ, ระบบควบคุมการทรงตัว, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และถุงลมนิรภัย 6 จุด พร้อมสีตัวถังให้เลือกถึง 6 สี รวมถึงสีเขียว Mineral Green ที่เป็นไฮไลท์ใหม่
การเปิดตัวยนตรกรรมหลากหลายรุ่น สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ MG ในการนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยในทุกกลุ่ม ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง รถยนต์สำหรับครอบครัว และรถยนต์ซีดานที่เปี่ยมด้วยดีไซน์และเทคโนโลยี พร้อมตอกย้ำบทบาทผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย
ร่วมสัมผัสประสบการณ์ยนตรกรรมเหนือระดับจาก MG ได้ที่บูธ A8 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายนนี้ และหากท่านมีความสนใจในรถยนต์รุ่นใดเป็นพิเศษ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของรถยนต์ MG ที่ใช่สำหรับคุณ อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราวันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาและการบริการที่ดีที่สุด