• Sample Page
filmthai.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmthai.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

G0102012_ำตาล กช part1

admin79 by admin79
February 4, 2026
in Uncategorized
0
G0102012_ำตาล กช part2

ประวัติศาสตร์อันทรงเกียรติ: 15 สุดยอดรถยนต์จากค่ายจากัวร์ ที่ครองใจนักเลงรถทั่วโลก

ในโลกของยานยนต์ มีไม่กี่แบรนด์ที่สามารถสลักเสลาชื่อของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยความสง่างาม ประสิทธิภาพ และการออกแบบที่เหนือกาลเวลา “จากัวร์” (Jaguar) คือหนึ่งในนั้น ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าศตวรรษที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทั้งความสำเร็จและการท้าทาย จากจุดเริ่มต้นอันถ่อมตนของ Swallow Sidecar Company ในปี 1922 สู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์หรูที่มีชื่อเสียงระดับโลกในปัจจุบัน จากัวร์ได้มอบมรดกอันล้ำค่าให้กับวงการยานยนต์ ผ่านรถยนต์รุ่นต่างๆ ที่ไม่เพียงแต่เป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นงานศิลปะบนล้อที่มีชีวิตชีวา

ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มาเกือบ 10 ปี ผมได้สัมผัสกับรถยนต์มากมายหลายยี่ห้อหลายรุ่น แต่มีไม่กี่แบรนด์ที่สามารถจุดประกายความหลงใหลและความเคารพได้อย่างต่อเนื่องเท่ากับจากัวร์ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จากัวร์ได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายครั้ง ทั้งการเปลี่ยนเจ้าของ การควบรวมกิจการ และความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ยังคงอยู่เสมอคือจิตวิญญาณแห่งการออกแบบและความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันน่าตื่นเต้นและรูปลักษณ์ที่งดงามเหนือกาลเวลา

การเดินทางของจากัวร์เริ่มต้นอย่างแท้จริงเมื่อปี 1945 เมื่อบริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Jaguar Cars และต่อมาได้รวมเข้ากับ British Motor Corporation ในปี 1966 ผ่านการควบรวมกิจการหลายครั้ง จนมาถึงปี 1984 จากัวร์ได้แยกตัวออกมาและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ก่อนที่ Ford จะเข้าซื้อกิจการในปี 1990 และในปี 2013 ได้รวมเข้ากับ Land Rover ก่อตั้งเป็น Jaguar Land Rover Limited ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ในปัจจุบัน

แม้จะมีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่สิ่งที่นักเลงรถทั่วโลกยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์คือ ความสามารถของจากัวร์ในการผลิตรถสปอร์ตที่งดงาม เร็ว และน่าทึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ ถึงขั้นที่ Enzo Ferrari เคยกล่าวไว้ว่า E-Type คือ “รถที่สวยที่สุดในโลก” คำกล่าวนี้ แม้จะไม่มีบันทึกอย่างเป็นทางการ แต่ก็สะท้อนถึงความโดดเด่นในการออกแบบของจากัวร์ได้อย่างชัดเจน

บทความนี้ ผมจะพาคุณย้อนรอยประวัติศาสตร์ไปสำรวจ 15 สุดยอดรถยนต์จากัวร์ตลอดกาล ที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการยานยนต์ และยังคงเป็นที่ใฝ่หาของนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์สุดหรูจนถึงทุกวันนี้ หากคุณกำลังมองหา “รถสปอร์ตหรู” ที่มีเอกลักษณ์ หรือสนใจ “รถยนต์คลาสสิกอังกฤษ” ที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ นี่คือรายชื่อที่คุณไม่ควรพลาด

Jaguar E-Type (1961-1975): ตำนานความงามเหนือกาลเวลา

เมื่อพูดถึงรถยนต์จากัวร์ที่ “ดีที่สุดตลอดกาล” ชื่อของ E-Type จะต้องถูกกล่าวถึงเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน เปิดตัวครั้งแรกในปี 1961 ด้วยรูปทรงที่ยาวเพรียว โฉบเฉี่ยว และเต็มไปด้วยความสง่างาม E-Type ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคนั้น ด้วยการออกแบบที่ล้ำสมัยจนทำให้ Enzo Ferrari ถึงกับเอ่ยปากชมว่าเป็น “รถที่สวยที่สุดในโลก”

E-Type ถูกผลิตออกมาในหลายรูปแบบ ทั้งรุ่น Coupé สองที่นั่ง, รุ่น Convertible สองที่นั่ง และรุ่น 2+2 Coupé ที่มีฐานล้อขยายออกไป การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์นี้ได้รับการยกย่องอย่างสูง โดยนิตยสาร Sports Car International เคยจัดอันดับให้เป็น “สุดยอดรถสปอร์ตแห่งทศวรรษ 1960” อันดับหนึ่ง และ The Daily Telegraph ยังยกให้เป็นหนึ่งใน “100 รถยนต์ที่สวยที่สุดตลอดกาล”

แต่ E-Type ไม่ได้มีดีเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น สมรรถนะและการควบคุมก็เป็นอีกจุดเด่นที่ทำให้มันกลายเป็นตำนาน จากัวร์นำเสนอเครื่องยนต์หลายขนาดให้เลือก ตั้งแต่เครื่องยนต์ 3.8 ลิตร 6 สูบ ที่ให้กำลัง 260 แรงม้า ไปจนถึงรุ่น 4.2 ลิตร ที่ให้กำลัง 265 แรงม้า สามารถเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 7.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 150 ไมล์ต่อชั่วโมง ส่วนรุ่น Series 3 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 314 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ใน 7.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 135 ไมล์ต่อชั่วโมง เทคโนโลยีโครงสร้างแบบ Monocoque ที่ยึดติดกับโครงสร้างแบบท่อ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงบิดและความเบาให้กับตัวรถ ระบบกันสะเทือนอิสระทั้งหน้าและหลัง พวงมาลัยแบบ Rack and Pinion และดิสก์เบรก ช่วยให้การควบคุมมีความแม่นยำและยอดเยี่ยม

Jaguar XK120 (1948-1954): กำเนิดสปอร์ตคาร์หลังสงคราม

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง จากัวร์ได้เปิดตัว XK120 ในปี 1948 ซึ่งเป็นสปอร์ตคาร์รุ่นแรกของแบรนด์ รถยนต์สองที่นั่งคันนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่น่าดึงดูดที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา จนถึงปัจจุบัน

รุ่นแรกของ XK120 มาพร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบ ขนาด 3.4 ลิตร ที่ทำงานด้วยระบบ Twin Overhead Camshafts ในเสื้อสูบอะลูมิเนียม ให้กำลัง 160 แรงม้า แต่เมื่อถึงปี 1954 เครื่องยนต์ก็ได้รับการพัฒนาให้มีกำลังสูงถึง 210 แรงม้า

ในการทดสอบช่วงแรก XK120 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 124.6 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อรุ่น และอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใช้เวลา 10 วินาที ซึ่งถือว่าน่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับยุคนั้น XK120 ในเวอร์ชันรถบ้านมีโครงสร้างตัวถังเป็นไม้และแผงอะลูมิเนียมที่ผลิตด้วยมือ ส่วนเวอร์ชันรถแข่งนั้นใช้วัสดุอะลูมิเนียมที่เบากว่า กระจกบังลมที่ถอดออกได้ เครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่า และ Aerodynamic screen เพื่อป้องกันผู้ขับขี่จากเศษวัสดุที่ปลิวมา

การมาถึงของ XK120 ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา ให้ผลิตรถโรดสเตอร์สองที่นั่งของตนเอง เช่น Chevrolet Corvette เดิมทีจากัวร์ตั้งใจผลิต XK120 เพียง 200 คัน แต่เนื่องจากความต้องการที่สูง ทำให้ต้องผลิตออกมามากกว่า 12,000 คัน ตลอดช่วงการผลิต หลายคันถูกส่งไปยังสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน การหารถ Jaguar XK120 สภาพดั้งเดิมถือเป็นเรื่องท้าทาย และมีราคาสูงกว่า 150,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

Jaguar Mark 2 (1959-1967): ซีดานสปอร์ตในตำนาน

Mark 2 คือรถซีดานขนาดกลางหรูหราสี่ประตู ที่เปิดตัวในปี 1959 เพื่อสืบทอดความสำเร็จจาก Mark 1 รถยนต์คันนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “British sporting saloon” ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จนกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมของตัวละครในภาพยนตร์แอ็คชั่นหลายเรื่อง โดยเฉพาะในฉากไล่ล่าทางรถยนต์

การปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอกของ Mark 2 ประกอบด้วยเสาประตูที่บางลง กระจกที่ใหญ่ขึ้น กระจังหน้ากว้างขึ้น และส่วนท้ายที่ออกแบบใหม่ ภายในมีการปรับปรุงแผงคอนโซลใหม่ โดยย้ายอุปกรณ์ต่างๆ มาอยู่ตรงหน้าผู้ขับขี่ เบาะหน้าแบบปรับเอนได้พร้อมโต๊ะพับสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และระบบทำความร้อนที่ดียิ่งขึ้น การควบคุมก็ได้รับการพัฒนาด้วยระบบกันสะเทือนหลังแบบ Wide-track ที่ช่วยลดอาการดิ้นของรถซึ่งเป็นลักษณะของ Mark 1 และการปรับมุมของ Wishbone ด้านหน้าก็ช่วยให้การเข้าโค้งมีความมั่นคง

Mark 2 มีตัวเลือกเครื่องยนต์สามขนาด ได้แก่ 2.4, 3.4 และ 3.8 ลิตร เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ให้กำลังเพียง 120 แรงม้า ซึ่งอาจจะน้อยเกินไปสำหรับรถที่มีน้ำหนัก 3,204 ปอนด์ แต่รุ่น 3.8 ลิตร ที่ให้กำลัง 220 แรงม้า และแรงบิด 240 ปอนด์-ฟุต ที่ 3,000 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์ธรรมดาสี่สปีด (เกียร์อัตโนมัติสี่สปีดเป็นทางเลือก) นั้น เพียงพอต่อการขับขี่ของ Mark 2 รุ่นที่มีน้ำหนักมากกว่าเล็กน้อย คือ 3,288 ปอนด์ Jaguar 3.8 Mark 2 สามารถเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลา 8.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 125 ไมล์ต่อชั่วโมง

Jaguar D-Type (1954-1957): สู่ชัยชนะที่ Le Mans

D-Type คือรถแข่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของจากัวร์ ซึ่งผลิตในช่วงปี 1954 ถึง 1957 มันถูกพัฒนาต่อยอดมาจาก C-Type โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างและหลักอากาศพลศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ D-Type ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร Twin-cam 6 สูบ ที่เคยใช้ใน XK120 และ C-Type

แม้ว่าเครื่องยนต์นี้จะให้กำลังระหว่าง 160-180 แรงม้า ใน XK120 แต่สำหรับ D-Type จากัวร์ได้พัฒนาให้มีสมรรถนะที่สูงขึ้น ในปี 1954 เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ให้กำลัง 245 แรงม้า และต่อมาได้เพิ่มกำลังขึ้นไปเกือบ 300 แรงม้า ด้วยเครื่องยนต์ 245 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดาสี่สปีด D-Type สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 4.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 167.8 ไมล์ต่อชั่วโมง

แต่สิ่งที่ทำให้ D-Type พิเศษยิ่งกว่าเครื่องยนต์คือ การใช้วัสดุน้ำหนักเบาและเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ D-Type เป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นแรกๆ ที่ใช้โครงสร้างแบบ Monocoque Tub ที่ทำจากแผงอะลูมิเนียมแบบ Stressed skin ตัวต้นแบบใช้วัสดุแมกนีเซียม แต่ถูกเปลี่ยนเป็นอะลูมิเนียมด้วยเหตุผลด้านต้นทุน

จุดเด่นที่โดดเด่นที่สุดของ D-Type คือ “ครีบ” ด้านหลังฝั่งคนขับ ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาในภายหลังเพื่อเพิ่มเสถียรภาพความเร็วสูง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถทำความเร็วเกิน 180 ไมล์ต่อชั่วโมง บนทางตรง Mulsanne Straight ได้

Jaguar XKSS (1957): ซูเปอร์คาร์สายพันธุ์แข่ง

หลังจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ D-Type ในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ รวมถึงชัยชนะที่ Le Mans ถึง 3 ครั้ง ในปี 1956 จากัวร์ตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต เพื่อหันไปพัฒนารถยนต์สำหรับใช้งานบนถนนโดยเฉพาะ ในขณะนั้น มี D-Type จำนวน 25 คัน อยู่ในขั้นตอนการผลิตที่โรงงาน Browns Lane ในเมือง Coventry (มี 9 คันที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้) แทนที่จะปล่อยให้โครงสร้างเหล่านี้สูญเปล่า จากัวร์จึงตัดสินใจนำมาพัฒนาเป็นรถสปอร์ตที่ถูกกฎหมายสำหรับการใช้งานบนถนน และนี่คือจุดกำเนิดของ “ซูเปอร์คาร์รุ่นแรกของโลก” นั่นคือ Jaguar XKSS

XKSS ได้รับการดัดแปลงหลายประการ เช่น การเพิ่มประตูฝั่งผู้โดยสาร การติดตั้งกระจกบังลมหุ้มโครเมียมและกระจกข้างเพื่อกันลม การติดตั้งหลังคาแบบพับได้ และกันชนหน้า-หลังหุ้มโครเมียม การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการถอด “ครีบ” ที่โดดเด่นของ D-Type ออกไป

รถสปอร์ตคันนี้ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร จาก D-Type ให้กำลัง 262 แรงม้า และแรงบิด 260 ปอนด์-ฟุต ส่งกำลังไปยังล้อหลังผ่านเกียร์ธรรมดาสี่สปีด จากข้อมูลของ fastestlaps XKSS สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 6.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 159 ไมล์ต่อชั่วโมง

ในปี 2016 จากัวร์ได้ประกาศว่าจะทำการผลิต XKSS ที่ค้างคาไว้ให้ครบ 25 คัน โดยการสร้าง “Continuation” รุ่นใหม่ขึ้นมา แม้จะเป็นรุ่นที่สร้างขึ้นใหม่ แต่ก็ยังคงมีราคาสูงอย่างเหลือเชื่อ โดยในปี 2020 XKSS Continuation ปี 1957 คันหนึ่งถูกขายไปในราคา 1,985,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

Jaguar XJ-S (1975-1996): การแทนที่ตำนาน E-Type

เมื่อจากัวร์เปิดตัว XJ-S ในปี 1975 มันถูกนำมาแทนที่ E-Type ซึ่งเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตอังกฤษที่สวยที่สุดตลอดกาล แม้ว่า E-Type จะยังคงเป็นที่รักของนักเลงรถหลายคน แต่ก็เริ่มล้าสมัยและมีเทคโนโลยีที่ด้อยกว่าคู่แข่ง เมื่อถึงยุคสมัยนั้น จากัวร์ก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิจารณ์และผู้ซื้อ ด้วยรถ Grand Tourer ที่หรูหราและมีขนาดใหญ่กว่าเดิม

XJ-S ถูกผลิตมายาวนานกว่าสองทศวรรษ และแม้ว่ายอดขายในช่วงแรกอาจจะไม่น่าประทับใจนัก (เพียง 1,000 คันในปี 1980) แต่รุ่นนี้ก็กลายเป็นจากัวร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยยอดผลิตรวมกว่า 98,000 คัน ทำลายสถิติของ E-Type

จากัวร์เปิดตัว XJ-S ในรูปแบบ Fastback Coupé แต่การผลิตรุ่น Convertible ต้องรอถึง 13 ปี เนื่องจากกฎหมายด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เข้มงวดในทศวรรษ 1970 ตลอดช่วงการผลิตกว่า 20 ปี จากัวร์ได้นำเสนอเครื่องยนต์หลากหลายขนาด ทั้งแบบ 6 สูบ และ 12 สูบ ตามข้อมูลจาก Automobile Catalog รุ่น Coupé Fastback สองประตูปี 1996 พร้อมเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร ให้กำลัง 298 แรงม้า สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 6.6 วินาที และทำระยะ Quarter-mile ใน 15.2 วินาที ก่อนจะทำความเร็วสูงสุด 162 ไมล์ต่อชั่วโมง

ในปี 1991 จากัวร์ได้ปรับปรุงรูปลักษณ์ของ XJ-S ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น และเปลี่ยนชื่อเป็น XJS รุ่นใหม่มาพร้อมเครื่องยนต์ 4.0 ลิตร AJ6 ‘Sport’ spec ที่ใช้ใน XJ40 หรือเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร (ในปี 1992) รถรุ่นสุดท้ายเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาตลอดกว่า 20 ปี และถือเป็นรุ่นที่ดีที่สุดในตระกูล XJ-S

Jaguar XJ220 (1992-1994): สู่สถิติความเร็วสูงสุด

การออกแบบครั้งแรกของ XJ220 ซึ่งเปิดตัวในงาน British International Motor Show ปี 1988 เป็นรถแข่งที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและเครื่องยนต์ V12 ที่เหมาะสำหรับการแข่งขัน FIA Group B แต่เนื่องจากคู่แข่งหลักอย่าง Porsche 959 และ Ferrari F40 ได้ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จขนาดกะทัดรัดที่ให้กำลังสูงแต่น้ำหนักเบากว่า

ด้วยความร่วมมือกับ Tom Walkinshaw Racing (TWR) จากัวร์จึงตัดสินใจละทิ้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ซับซ้อนและหนักหน่วง และเปลี่ยนเครื่องยนต์ V12 ซึ่งมีปัญหาด้านกำลังการผลิต การปล่อยมลพิษ และความน่าเชื่อถือ มาใช้เครื่องยนต์ V6 Twin-turbocharged ขนาด 3.5 ลิตร แทน เครื่องยนต์ V6 ขนาดกะทัดรัดนี้ช่วยลดระยะฐานล้อ ลดน้ำหนัก และให้กำลังและแรงบิดที่สูงขึ้น เครื่องยนต์ V6 จับคู่กับเกียร์ธรรมดาหกสปีด ส่งกำลัง 542 แรงม้า และแรงบิด 475 ปอนด์-ฟุต ไปยังล้อหลัง

ตามรายงานจาก Motor Trend รถสปอร์ตดีไซน์โฉบเฉี่ยวคันนี้สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 212 ไมล์ต่อชั่วโมง XJ220 ได้สร้างสถิติเป็นรถโปรดักชันที่เร็วที่สุดในยุคนั้น แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนที่ McLaren F1 จะเข้ามาทำลายสถิติไป อย่างไรก็ตาม สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมและรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ซูเปอร์คาร์คันนี้ประสบความสำเร็จ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และยอดขายที่ซบเซา จากัวร์ผลิตและจำหน่าย XJ220 ได้เพียง 282 คัน จากเป้าหมาย 350 คัน ในช่วงปี 1992-1994 ปัจจุบัน XJ220 มีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 300,000 ถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในการประมูล

Jaguar XK (1996-2014): หรูหราในทุกการเดินทาง

Jaguar XK คือรถยนต์ Grand Touring สี่ที่นั่งหรูหรา ที่ผลิตตั้งแต่ปี 1996 ถึง 2014 (รุ่นปี 2015) โมเดลรุ่นแรก หรือ XJX ซึ่งมาแทนที่ XJS นั้น มีให้เลือกทั้งแบบ Convertible และ Coupé จนถึงปี 2006 ในช่วงแรก จากัวร์นำเสนอทั้งสองแบบด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ให้กำลัง 290 แรงม้า แต่ต่อมาได้อัปเกรดเป็นเครื่องยนต์ซูเปอร์ชาร์จขนาดเดียวกันที่ให้กำลัง 370 แรงม้า Car and Driver รายงานว่ารถสามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 5.9-6.0 วินาที ทำระยะ Quarter-mile ใน 14.4-14.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง

ตามสไตล์ของจากัวร์ ห้องโดยสารของ XK ตกแต่งด้วยหนังชั้นดี ผสมผสานกับลายไม้ Burled Wood ที่สวยงามบนแผงคอนโซลและแผงหน้าปัด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สงวนไว้สำหรับรถซีดานระดับผู้บริหาร รถยังมาพร้อมระบบ Adaptive Cruise Control และถุงลมนิรภัยด้านข้าง

แม้ว่า XK รุ่นแรกจะเป็นรถ Grand Tourer ที่ยอดเยี่ยม แต่รุ่นที่สองซึ่งเปิดตัวในปี 2007 ในรูปแบบ Convertible แบบหลังคาอ่อนสองประตู และ Coupé สองประตู ก็ยิ่งดียิ่งขึ้นไปอีก ด้วยตัวถังอะลูมิเนียมที่เพรียวบาง ทำให้รุ่น Coupé มีน้ำหนักลดลง 200 ปอนด์ และเพิ่มความแข็งแรงของตัวถังขึ้น 30% รุ่น Convertible ก็มีน้ำหนักเบาลง 19% เมื่อเทียบกับรุ่นแรก แต่มีความแข็งแรงบิดตัวเพิ่มขึ้น 50% การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ผนวกกับการบังคับเลี้ยวที่แม่นยำ ส่งผลให้การขับขี่มีความปราดเปรียวและทรงพลังมากยิ่งขึ้น ภายในปี 2015 Jaguar XK พร้อมด้วยเส้นสายที่โค้งมน สไตล์อังกฤษแบบดั้งเดิม และกำลัง 385 แรงม้า ได้กลายเป็นสุดยอดรถ Grand Touring ที่แท้จริง

Jaguar C-Type (1951-1953): ชัยชนะแห่งนวัตกรรม

Jaguar C-Type ซึ่งผลิตในช่วงปี 1951 ถึง 1953 เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ โดยอิงจากการออกแบบที่ประสบความสำเร็จของ XK120 ซึ่งมีชื่อเสียงจากความเร็วสูงสุด 120 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำให้เป็นรถโปรดักชันที่เร็วที่สุดในปี 1949

จากัวร์ได้ออกแบบตัวถังที่เบาและมีหลักอากาศพลศาสตร์สำหรับ C-Type โดยยึดติดกับโครงสร้างแบบ Tube-frame และใช้เครื่องยนต์ ระบบเกียร์ และระบบกันสะเทือนหน้าแบบเดียวกับ XK120 ตามข้อมูลจาก Top Speed C-Type พร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบ ให้กำลัง 210 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดาสี่สปีด สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 8.0 วินาที (ซึ่งน่าประทับใจมากสำหรับปี 1951) และทำความเร็วสูงสุด 140 ไมล์ต่อชั่วโมง

ตามแบบฉบับรถแข่งน้ำหนักเบา ภายในของ C-Type ส่วนใหญ่เป็นอะลูมิเนียมเปลือย มีเบาะนั่งสองที่นั่งและแผงหน้าปัดที่เรียบง่าย แสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขัน กระจกบังลมขนาดเล็กที่ไม่มีกรอบ ให้การป้องกันลมเพียงเล็กน้อย และป้องกันเศษวัสดุที่ปลิวมาด้วยความเร็วสูง รถแข่งคันนี้ชนะการแข่งขัน Le Mans 24 ชั่วโมง ถึงสองครั้ง และชนะการแข่งขัน Reims Grand Prix โดยมี Stirling Moss เป็นผู้ขับในปี 1952 ชัยชนะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รถใช้ดิสก์เบรก ซึ่งกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นหันมาใช้เทคโนโลยีนี้ตาม

จากัวร์ผลิต C-Type เพียง 53 คัน ตั้งแต่ปี 1951 ถึง 1953 โดยมีราคา MSRP ประมาณ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบัน ราคาขายต่อสะท้อนถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์และความหายากของ C-Type ดั้งเดิม โดยมีราคาสูงถึง 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลายบริษัทในปัจจุบันผลิต C-Type Replica ที่แท้จริงสำหรับนักสะสมที่มีงบประมาณจำกัด

Jaguar XJR-15 (1990-1992): สุดยอดสมรรถนะจากสนามแข่ง

Jaguar XJR-15 มีรากฐานมาจากรถต้นแบบของ Jaguar Sport และ Tom Walkinshaw Racing (TWR) ที่เรียกว่า Project R9R ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อทดสอบความทนทานของตัวถังพลาสติกและคาร์บอนไฟเบอร์ที่ความเร็วสูง โดยยืมส่วนประกอบทางกลจาก Jaguar XJR-9 ที่ชนะการแข่งขัน Le Mans ซูเปอร์คาร์คันนี้มีโครงสร้างแบบ Monocoque “Tub” ตรงกลาง และตัวถังตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ออกแบบโดย Peter Stevens ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการออกแบบ McLaren F1

เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร พร้อมเพลาข้อเหวี่ยง Cosworth ที่ตีขึ้นรูป ก้านสูบ อะลูมิเนียม และระบบหัวฉีด Zytec ให้กำลัง 450 แรงม้า และแรงบิด 4500 ปอนด์-ฟุต การใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์อย่างแพร่หลาย ส่งผลให้ซูเปอร์คาร์คันนี้มีน้ำหนักเพียง 1,050 กิโลกรัม น้ำหนักเบาและเครื่องยนต์ที่ทรงพลังรวมกัน ทำให้รถสามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 3.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 215 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบกันสะเทือนแบบรถแข่ง ประกอบด้วย Wishbone ที่ผลิตขึ้น ลูกปืนสปริงแนวนอนด้านหน้า และสปริงขดด้านหลัง พร้อมดิสก์เบรก ทำให้รถมีการควบคุมที่ยอดเยี่ยมและความน่าเชื่อถือที่พิสูจน์แล้วจากการแข่งขัน

จากัวร์ประกาศเปิดตัว XJR-15 ในเดือนพฤศจิกายน 1990 และผลิตรถยนต์คันนี้ที่ Jaguar Sport ในเมือง Coventry ประเทศอังกฤษ จนถึงปี 1992 ผู้ผลิตรถสปอร์ตอังกฤษรายนี้ผลิตซูเปอร์คาร์ออกมาเพียง 53 คัน โดยมีราคาขายมากกว่า 900,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคัน แม้ว่าจากัวร์จะสร้างรถบางรุ่นเพื่อการแข่งขันระดับมืออาชีพ (ในปี 1991 มีรถ 16 คัน ลงแข่งขันที่โมนาโกในรายการ Jaguar Sport Intercontinental Challenge) แต่ปัจจุบันรถทุกคันเป็นของเอกชน

SS Jaguar 100 (1935-1938): จุดเริ่มต้นแห่งสปอร์ตคาร์

ในช่วงต้นปี 1935 จากัวร์ได้เปิดตัว SS90 สู่ตลาดที่มีรถ Coupé แบบ Drophead และ Saloon เป็นจำนวนมาก แต่มีรถสองที่นั่งน้อย ในขณะที่รถสปอร์ตแบบเปิดประทุนคันนี้ดูสวยงาม แต่ก็ยังขาดสมรรถนะที่โดดเด่น โดยใช้เครื่องยนต์ 6 สูบแบบ Side-valve แบบเดียวกับ SS1 Saloon จากัวร์ขายได้เพียง 23 คัน

ในเดือนกันยายน 1935 เมื่อจากัวร์ประกาศเปิดตัว SS100 พร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร ที่มีวาล์วเหนือศีรษะ (Overhead valves) ให้กำลัง 102 แรงม้า และความเร็วสูงสุด 94 ไมล์ต่อชั่วโมง หลายคนถือว่าเป็น “สปอร์ตคาร์จากัวร์ที่แท้จริง” รุ่นแรกของบริษัท ต่อมา SS100 กลับเร็วขึ้นไปอีกเมื่อติดตั้งเครื่องยนต์ 3.5 ลิตร แบบ Inline 6 สูบ naturally aspirated พร้อมคาร์บูเรเตอร์ SU สองตัว ให้กำลัง 125 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดาสี่สปีด ส่งผลให้ความเร็วสูงสุด 101 ไมล์ต่อชั่วโมง ตามข้อมูลจาก Supercars.net รถสปอร์ตคันนี้สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 10.8 วินาที ซึ่งถือว่าน่าประทับใจ ในราคา 395 ปอนด์ (2,524.70 ดอลลาร์สหรัฐฯ) รถสปอร์ตคันนี้กลายเป็นรถที่ถูกที่สุดในอังกฤษที่สามารถทำความเร็วเกิน 100 ไมล์ต่อชั่วโมง

SS100 มีรูปลักษณ์คล้ายกับรุ่นก่อน ยกเว้นรายละเอียดเล็กน้อย เช่น ไฟหน้า Lucas de Luxe ขนาดใหญ่ และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมป้าย “SS Jaguar” ติดอยู่ จากัวร์ติดตั้งล้อ Dunlop ขนาด 15 นิ้ว แบบ Center-lock และเบรกดรัม Girling แบบ Rod-operated ที่ควบคุมด้วยแป้นเหยียบหรือเบรกมือ

ในช่วงการผลิตระหว่างปี 1935 ถึง 1938 จากัวร์ผลิตรถยนต์รุ่น 2.5 ลิตร จำนวน 191 คัน และรุ่น 3.5 ลิตร อีก 118 คัน ในปี 1938 และ 1939 ล่าสุด SS100 ปี 1935 ถูกนำออกประมูลในราคามากกว่า 425,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

Jaguar XJR-X300 (1994-1997): ซีดานหรูที่แฝงความเร้าใจ

ออกแบบตามขนบธรรมเนียมของจากัวร์ที่เน้นเส้นสายที่เพรียวบางและความหรูหราเหนือระดับ XJR-X300 เปิดตัวในปี 1994 ที่ Paris Motor Show แสดงสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยความสูงที่ต่ำโดยรวมและฝากระโปรงท้ายที่ลาดเอียง กระจังหน้าโครเมียมแบบตาข่ายที่ไม่มีซี่แนวตั้งแบบดั้งเดิม และไฟหน้ากลมสี่ดวง ทำให้รถซีดานคันนี้ดูสง่างามและดุดันกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่

ภายในรถ แม้ว่าพื้นที่เหนือศีรษะอาจจะไม่เพียงพอสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่สูงกว่าหกฟุต แต่เบาะนั่งที่อยู่ต่ำช่วยชดเชย ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในรถสปอร์ต การตกแต่งด้วยลายไม้จำนวนมากและหนังที่นุ่มสบาย อาจทำให้ใครหลายคนเชื่อว่าจากัวร์ให้ความสำคัญกับสมรรถนะน้อยลงในการออกแบบรถคันนี้ แต่ XJR-X300 กลับมีสมรรถนะที่ดีกว่ารถซีดานหรูทั่วไป เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร Straight-six แบบซูเปอร์ชาร์จ ให้กำลัง 320 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดาห้าสปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ ZF สี่สปีด “J-change” ส่งกำลังให้จากัวร์เร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาไม่ถึงหกวินาที และทำความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่าง Computer Active Technology Suspension (CATS) จะปรับการหน่วงของโช้คอัพอย่างต่อเนื่องตามสภาพถนนและความเร็วของรถ ทำให้จากัวร์มีการควบคุมที่เหนือกว่า

แม้ว่า XJR จะมีรูปลักษณ์ที่แปลกตา สมรรถนะที่น่าประทับใจ และการควบคุมที่ยอดเยี่ยม แต่คุณสมบัติที่ดีที่สุดของซีดานคันนี้ อาจเป็นความน่าเชื่อถือ รถคันนี้ได้รับอันดับสองในการสำรวจคุณภาพเบื้องต้นของ J.D. Power ทำให้เป็นหนึ่งในจากัวร์ที่ดีและน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา

Jaguar XE SV Project 8 (2017-2019): พลังเหนือความคาดหมาย

Jaguar XE SV Project 8 ดูเหมือนรถยนต์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่ารถที่พร้อมลงสนามแข่ง แม้แต่ตัวถังที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน สปลิตเตอร์ด้านหน้า และปีกขนาดใหญ่ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้สังเกตการณ์ทั่วไปเชื่อว่านี่เป็นเพียงรถซีดานสี่ประตูสี่ที่นั่งธรรมดาๆ แต่จากัวร์คันนี้เป็นรถที่ให้สมรรถนะที่น่าทึ่ง โดยสามารถทำลายสถิติรถซีดานสี่ประตูที่ Nürburgring ด้วยเวลา 7:21.23 ซึ่งเร็วกว่า Alfa Romeo Giulia Quadrifoglio เจ้าของสถิติเดิมถึง 11 วินาที และล่าสุดที่ WeatherTech Laguna Seca นักแข่ง MotorTrend Randy Pobst ได้สร้างสถิติใหม่สำหรับรถซีดานโปรดักชันด้วยเวลา 1:37.54 ซึ่งแซงหน้า 1:38.52 ที่ทำไว้โดย Cadillac CTS-V ปี 2016

ใต้ฝากระโปรงที่ดูสุภาพซ่อนเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร DOHC 32 วาล์ว แบบซูเปอร์ชาร์จและอินเตอร์คูลเลอร์ พร้อมเสื้อสูบและฝาสูบอะลูมิเนียม และระบบหัวฉีดตรง ให้กำลัง 592 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 516 ปอนด์-ฟุต ที่ 3,500 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ขนาดมหึมานี้ส่งกำลังทั้งหมดผ่านเกียร์อัตโนมัติแปดสปีดพร้อมโหมด Manual Shifting ไปยังล้อทั้งสี่

Project 8 ด้วยส่วนประกอบคาร์บอนไฟเบอร์และเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ถือเป็นรถที่ให้สมรรถนะสูงสุดของจากัวร์จนถึงปัจจุบัน ในการทดสอบอัตราเร่งของ Motor Trend XE SV Project 8 สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 3.2 วินาที และทำระยะ Quarter-mile ใน 11.4 วินาที ที่ความเร็ว 122 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้จะมีคุณสมบัติระดับรถแข่ง แต่ Project 8 ก็ยังคงเป็นรถยนต์ที่ขับสบายและใช้งานได้จริง ด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยประมาณ 16/22 ไมล์ต่อแกลลอน (เมือง/ทางหลวง)

Jaguar S-Type (1963-1968): การผสมผสานที่ลงตัว

จากัวร์มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการออกแบบและผลิตรถยนต์ที่สวยงามที่สุดในโลก ซึ่งเป็นประเพณีที่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักเลงรถ แม้ก่อนที่ผู้ผลิตรถยนต์สุดหรูจะเปิดเผยรูปลักษณ์และสไตล์ของโมเดลใหม่ หรือการทดลองขับจะยืนยันสมรรถนะที่สูง เมื่อเปิดตัวออกมา นักเลงรถมักจะชื่นชมในรูปแบบที่สร้างสรรค์และศิลปะ แม้ว่าสมรรถนะอาจจะไม่ตรงตามความคาดหวัง

Jaguar S-Type ปี 1963 คือข้อยกเว้น

รุ่นที่มาแทนที่ MK2 ในตำนาน ดูเหมือนจะเป็นการผสมผสานที่สับสนของสไตล์ตัวถังจากัวร์ที่ได้รับความนิยม ด้านหน้า S-Type นำตัวถังของ MK2 มาใช้ แต่มีเส้นหลังคาที่แบนราบกว่าอย่างเห็นได้ชัด บังโคลนหน้าใหม่ติดตั้งไฟหน้าแบบ Hooded เหนือกันชนที่บางลง สไตล์ท้ายรถมาจาก MK X ทำให้รถซีดานสำหรับผู้บริหารมีพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวาง นักวิจารณ์อ้างว่าจากัวร์รุ่นใหม่ดูเหมือนโปรเจกต์ที่ออกแบบอย่างเร่งรีบ

แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ไม่น่าประทับใจนัก แต่คุณสมบัติที่ทำให้จากัวร์คันนี้เป็นหนึ่งในรุ่นที่ดีที่สุด และเหนือกว่า MK2 ในเชิงกลไก คือเพลาหลังและระบบกันสะเทือนอิสระเต็มรูปแบบที่นำมาจาก E-Type โดยตรง S-Type มาพร้อมเครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ให้กำลัง 210 แรงม้า และแรงบิด 215 ปอนด์-ฟุต ตามข้อมูลจาก Automobile-Catalog รถซีดานคันนี้สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 9.3 วินาที ทำระยะ Quarter-mile ใน 17.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 124 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วย S-Type จากัวร์ได้สร้างรถที่มีสมรรถนะปานกลาง รูปลักษณ์ที่ไม่โดดเด่น แต่มีลักษณะการควบคุมที่น่าภาคภูมิใจ

Jaguar F-Type (2014-ปัจจุบัน): สปอร์ตคาร์ยุคใหม่

Jaguar F-Type คือรถสปอร์ตสมรรถนะสูงยุคใหม่ ที่มีคุณสมบัติและสมรรถนะในการแข่งขันกับรถยนต์อื่นๆ ในระดับเดียวกันและช่วงราคา เช่น Porsche 718 Boxster, Porsche 718 Cayman และ Chevy Corvette อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ F-Type จากัวร์ แตกต่างจากคู่แข่ง และเป็นหนึ่งในรถยนต์จากัวร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา คือตำแหน่งของเครื่องยนต์ที่อยู่ด้านหน้าผู้ขับขี่ แทนที่จะอยู่ด้านหลัง

เมื่อจากัวร์เปิดตัว F-Type สำหรับปีโมเดล 2014 มันคือรถสปอร์ตที่แท้จริงคันแรกของบริษัทนับตั้งแต่ E-Type อันทรงเกียรติ ในปีก่อนๆ จากัวร์นำเสนอรถสปอร์ตสองที่นั่งพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ เทอร์โบมาตรฐาน และเครื่องยนต์ V6 ซูเปอร์ชาร์จที่เป็นทางเลือก สำหรับรุ่นปี 2022 F-Type มีให้เลือกเฉพาะเครื่องยนต์ V8 เท่านั้น จากสามรุ่นย่อยที่มีให้เลือก ได้แก่ R, P450 และ P450 R-Dynamic แม้แต่รุ่น P450 ที่มีกำลังน้อยที่สุด ก็มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ซูเปอร์ชาร์จ ขนาด 5.0 ลิตร ให้กำลัง 444 แรงม้า รุ่น P450 มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง, ดิสก์เบรกหลังขนาดใหญ่, ล้อขนาด 20 นิ้ว และระบบไอเสียแบบ Active ส่วนรุ่น P450 R-Dynamic มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ตามข้อมูลจากจากัวร์ ทั้งในรุ่น RWD หรือ AWD, F-TYPE P450 สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 4.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 177 ไมล์ต่อชั่วโมง

Jaguar F-Type ทั้งสามรุ่นย่อย มีให้เลือกทั้งแบบ Coupé และ Convertible แม้ว่าแต่ละรุ่นจะมีข้อดีของตัวเอง แต่รุ่น Convertible อาจจะมอบประสบการณ์ที่สนุกสนานที่สุด โดยการเปิดรับเสียงคำรามของเครื่องยนต์ V8 อันทรงพลังอย่างเต็มที่

การเดินทางของจากัวร์คือการเดินทางที่เต็มไปด้วยความหลงใหล นวัตกรรม และความงามเหนือกาลเวลา แต่ละรุ่นที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมรดกอันยิ่งใหญ่ที่แบรนด์นี้ได้มอบให้กับโลกยานยนต์

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของจากัวร์ และกำลังมองหา “รถยนต์จากัวร์มือสอง” ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ หรือสนใจ “รถสปอร์ตหรู” ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ขอเชิญชวนให้คุณสำรวจตัวเลือกเหล่านี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือหากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของจากัวร์ อย่ารอช้าที่จะนัดหมายทดลองขับรถรุ่นที่คุณสนใจ วันนี้คือโอกาสอันดีที่จะเริ่มต้นการเดินทางของคุณบนเส้นทางแห่งความหรูหราและสมรรถนะอันไร้ที่สิ้นสุดไปพร้อมกับจากัวร์.

Previous Post

G2412015 หว งจะให กต วเองแต งงานก บประธานบร part2

Next Post

G0602014 ไม เจ บอย างฉ ใครจะเข าใจ part2

Next Post

G0602014 ไม เจ บอย างฉ ใครจะเข าใจ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • G2912021 หาเงินแต่งให้ลูกชาย part2
  • G2912020 แต่งงานไปแล้วอยากได้เงินคืน part2
  • G2912018 ความเห็นแก่ตัวของคนมันปกปิดไม่ได้ part2
  • G2912017 ปล่อยให้มันมานะอยู่ข้างแม่ part2
  • G2912014 กลัวจะเสียลูกชายคนเดียวไป part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.