ขีดสุดแห่งนวัตกรรมยานยนต์: เจาะลึก Mitsubishi XPANDER HEV, XPANDER CROSS HEV และ Triton Street 2025 ยกระดับประสบการณ์ขับขี่สู่ทศวรรษใหม่
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าสิบปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดไทยมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ปี 2025 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์ที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งอย่างมิตซูบิชิ ที่ได้เปิดตัวสองโมเดลสำคัญที่จะเข้ามาเขย่าตลาด นั่นคือ Mitsubishi XPANDER HEV และ XPANDER CROSS HEV 2025 สำหรับกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ที่ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่และผู้ประกอบการ และ Mitsubishi Triton Street 2025 ในกลุ่มรถกระบะสายสตรีทที่ผสานความแกร่งเข้ากับสไตล์ได้อย่างลงตัว
ตลาดรถยนต์ไทยในปี 2025 กำลังมุ่งหน้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงแค่ยานพาหนะ แต่ต้องการ “โซลูชั่น” ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้งานที่หลากหลาย ทั้งในมิติของประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน ความปลอดภัยที่ก้าวล้ำ ดีไซน์ที่โดดเด่น และเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อทุกการเดินทางได้อย่างไร้รอยต่อ มิตซูบิชิเล็งเห็นเทรนด์นี้และได้รังสรรค์รถยนต์ทั้งสองซีรีส์ให้เป็นมากกว่าพาหนะ แต่เป็นเพื่อนคู่ใจที่พร้อมไปกับคุณในทุกช่วงเวลา
Mitsubishi XPANDER HEV และ XPANDER CROSS HEV 2025: นิยามใหม่ของ MPV ไฮบริดเพื่ออนาคต
การมาถึงของ XPANDER HEV และ XPANDER CROSS HEV ในปี 2025 นี้ ไม่ใช่แค่การอัปเดตโมเดลประจำปี แต่เป็นการประกาศถึงยุคใหม่ของรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่งในประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีไฮบริด (HEV) ที่ล้ำหน้า รถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นคำตอบของการใช้ชีวิตในเมืองที่ต้องการความคล่องตัว ประหยัดพลังงาน และการเดินทางต่างจังหวัดที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบายสูงสุด
ในยุคที่ราคาน้ำมันยังคงผันผวน เทคโนโลยีไฮบริดจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ความจำเป็น” สำหรับรถยนต์ครอบครัวขนาดใหญ่ การผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าใน XPANDER HEV และ XPANDER CROSS HEV มอบอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่น่าประทับใจ การออกตัวที่นุ่มนวลและเงียบกริบในโหมด EV รวมถึงการเร่งแซงที่ฉับไวด้วยพลังเสริมจากมอเตอร์ไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้คือประสบการณ์ที่ผู้ขับขี่จะสัมผัสได้ในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปโรงเรียนของลูกๆ การประชุมทางธุรกิจ หรือการพาครอบครัวท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว
ราคาและทางเลือกที่คุ้มค่า
สำหรับ Mitsubishi XPANDER HEV 2025 มาพร้อมราคาจำหน่ายที่ 939,000 บาท ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีและคุณสมบัติที่ได้รับ โดยมีสีให้เลือกถึง 3 สี ได้แก่ สีเงิน (Blade Silver), สีเทา (Graphite Grey) และสีขาวหลังคาดำ (White Diamond with Black Roof) ที่เพิ่มความพิเศษด้วยราคาเพียง 15,000 บาท แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดที่ช่วยให้รถดูมีระดับยิ่งขึ้น
ขณะที่ Mitsubishi XPANDER CROSS HEV 2025 ซึ่งถูกปรับแต่งให้มีรูปลักษณ์และสมรรถนะที่พร้อมลุยยิ่งขึ้น ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 969,000 บาท โดยมีตัวเลือกสีที่โดดเด่นถึง 4 สี ได้แก่ สีเทา (Graphite Grey), สีดำ (Jet Black Mica), สีขาวหลังคาดำ (White Diamond with Black Roof) และสีเขียวหลังคาดำ (Green Bronze with Black Roof) ซึ่งรุ่นหลังคาดำเหล่านี้มีราคาเพิ่ม 15,000 บาทเช่นกัน การมีทางเลือกสีที่หลากหลายและดีไซน์ที่แตกต่างกันเล็กน้อย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกรถที่ตรงกับสไตล์และความต้องการของตนเองได้อย่างแท้จริง
ดีไซน์ภายนอก: ความสง่างามที่ผสานความดุดันในแบบฉบับ Dynamic Shield
หัวใจสำคัญของการออกแบบภายนอกของ XPANDER HEV และ XPANDER CROSS HEV 2025 คือปรัชญา “Dynamic Shield” ที่ได้รับการยกระดับไปอีกขั้น ด้วยกระจังหน้าและกันชนดีไซน์ใหม่ที่โฉบเฉี่ยว เส้นสายที่เฉียบคมและทรงพลังยิ่งขึ้น กรอบตกแต่งไฟหน้ารมดำช่วยเพิ่มลุคสปอร์ตและความลึกลับให้กับตัวรถ ไฟตัดหมอก LED และไฟท้าย LED สี Smoke ไม่เพียงแต่ให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม แต่ยังเสริมให้ตัวรถดูทันสมัยและโดดเด่นบนท้องถนนในยามค่ำคืน
สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ซึ่งไม่เพียงเสริมภาพลักษณ์ให้ดูแข็งแกร่งและพรีเมียม แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการควบคุมรถอีกด้วย โดยเฉพาะในรุ่น XPANDER CROSS HEV ที่ถูกออกแบบมาให้มีภาพลักษณ์ที่ “พร้อมลุย” มากขึ้น ด้วยเส้นสายที่ดูบึกบึน และความสูงใต้ท้องรถที่เหมาะสม ทำให้ไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือออกไปผจญภัยในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ก็พร้อมรับมือกับทุกสภาพถนนได้อย่างมั่นใจ
ภายในห้องโดยสาร: สุนทรียภาพแห่งการเดินทางสำหรับทุกคน
ก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารของ XPANDER HEV และ XPANDER CROSS HEV 2025 คุณจะพบกับความประณีตที่เหนือระดับและฟังก์ชันการใช้งานที่คิดมาอย่างดี สำหรับ XPANDER HEV ภายในตกแต่งด้วยโทนสีดำที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัย ขณะที่ XPANDER CROSS HEV มาพร้อมการตกแต่งโทนสีน้ำตาล-ดำ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น หรูหรา และเป็นธรรมชาติมากขึ้น
เบาะนั่งใหม่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังมาพร้อมคุณสมบัติพิเศษ “Heat Guard” ที่ช่วยสะท้อนความร้อน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยให้การเดินทางในวันที่แดดจัดเป็นไปอย่างสบายตัวยิ่งขึ้น พื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่แบบ 7 ที่นั่ง คือจุดเด่นที่ทำให้ XPANDER เป็นรถครอบครัวในฝัน สามารถปรับพับได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขนสัมภาระชิ้นใหญ่ หรือจัดที่นั่งสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้อย่างยืดหยุ่น สร้างความสะดวกสบายและอเนกประสงค์ในการใช้งานอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ระบบความบันเทิงก็ได้รับการอัปเกรดให้ทันสมัย หน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay & Android Auto แบบไร้สาย ทำให้การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเป็นไปอย่างง่ายดายและไร้รอยต่อ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันนำทาง เพลงโปรด หรือรับสายเรียกเข้าได้อย่างสะดวกสบาย มอบประสบการณ์การเดินทางที่ครบครันทั้งความบันเทิงและการเชื่อมต่อที่ไม่มีสะดุด
ระบบความปลอดภัย: Diamond Sense ครอบคลุม 360 องศา เพื่อความอุ่นใจสูงสุด
มิตซูบิชิให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุด และในรุ่น XPANDER HEV และ XPANDER CROSS HEV 2025 นี้ ก็ได้ติดตั้งระบบความปลอดภัยเชิงรุก “Diamond Sense” ที่ครอบคลุม 360 องศา มาอย่างครบครัน พร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง เพื่อปกป้องผู้โดยสารในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ระบบเหล่านี้ประกอบด้วย:
ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert – RCTA): ช่วยเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถยนต์หรือวัตถุเคลื่อนที่มาจากด้านข้างขณะถอยออกจากช่องจอด ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา พร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Warning with Lane Change Assist – BSW with LCA): แจ้งเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่บนทางหลวงและถนนหลายเลน
ระบบเตือนการออกนอกเลน (Lane Departure Warning – LDW): ส่งสัญญาณเตือนเมื่อรถกำลังจะออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ช่วยลดความเมื่อยล้าและเพิ่มสมาธิในการขับขี่
กล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor): (มีใน XPANDER CROSS HEV 2025) ระบบนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นภาพรอบตัวรถแบบ 360 องศา ผ่านหน้าจอภายในรถ ทำให้การจอดรถในพื้นที่แคบหรือการหลบหลีกสิ่งกีดขวางเป็นไปอย่างง่ายดายและปลอดภัยยิ่งขึ้น
การผสมผสานเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้ XPANDER HEV และ XPANDER CROSS HEV ไม่เพียงแต่เป็นรถที่ขับสนุกและประหยัด แต่ยังเป็นรถที่มอบความอุ่นใจและความมั่นใจสูงสุดในทุกการเดินทาง เหมาะสำหรับครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
Mitsubishi Triton Street 2025: กระบะสายพันธุ์แกร่ง ดีไซน์สปอร์ตดุดัน
สำหรับคอรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน คือชื่อที่คุ้นเคยในฐานะรถกระบะที่ทนทาน แข็งแกร่ง และเปี่ยมด้วยสมรรถนะ แต่ในปี 2025 นี้ Mitsubishi Triton Street (เมกะ แค็บ ตัวเตี้ย) ได้ถูกปรับโฉมให้มีความเป็น “สตรีท” มากขึ้น ด้วยดีไซน์ที่สปอร์ตดุดัน และสมรรถนะที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเป็นรถคู่ใจสำหรับธุรกิจยุคใหม่
ในตลาดรถกระบะประเทศไทยที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด Triton Street 2025 โดดเด่นด้วยการผสมผสานความหล่อเหลาเข้ากับความแกร่งตามแบบฉบับของไทรทันได้อย่างลงตัว กลุ่มเป้าหมายคือผู้ที่ต้องการรถกระบะที่มีภาพลักษณ์โดดเด่น ไม่ทิ้งความแข็งแกร่งเพื่อการบรรทุกและใช้งานจริง พร้อมด้วยฟังก์ชันการเชื่อมต่อและความปลอดภัยที่ครบครัน
ราคาและสีที่น่าสนใจ
Mitsubishi Triton Street 2025 (เมกะ แค็บ ตัวเตี้ย) มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 649,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เข้าถึงง่ายและคุ้มค่าสำหรับรถกระบะที่มีดีไซน์และเทคโนโลยีที่โดดเด่น โดยมีให้เลือก 3 สีหลัก ได้แก่ สีขาว (Solid White), สีเงิน (Blade Silver) และสีเทา (Graphite Grey) ซึ่งสำหรับสีเงินและสีเทา จะมีราคาเพิ่ม 7,000 บาท แสดงให้เห็นถึงความพรีเมียมที่เพิ่มเข้ามาในตัวเลือกสีเหล่านี้ การกำหนดราคาเช่นนี้ ทำให้ Triton Street เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถกระบะคันแรก หรือต้องการอัปเกรดจากรุ่นเดิม
ดีไซน์ภายนอก: สปอร์ตเต็มพิกัด พร้อมลุยทุกเส้นทาง
Triton Street 2025 ได้รับการตกแต่งกระจังหน้าดีไซน์สปอร์ตใหม่ที่ให้ความรู้สึกดุดันและทันสมัยยิ่งขึ้น ผสานกับเส้นสายอันเป็นเอกลักษณ์ของไทรทันที่สื่อถึงความแข็งแกร่งอย่างชัดเจน ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์พิเศษ ไม่เพียงเสริมให้ตัวรถดูเตี้ยและสปอร์ตมากขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่บนท้องถนน ให้ความรู้สึกมั่นคงและควบคุมง่าย ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองที่ต้องการความคล่องตัว หรือการเดินทางออกนอกเมืองที่ต้องการสมรรถนะที่ไว้ใจได้
ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นนี้ Triton Street ไม่ได้เป็นเพียงรถกระบะเพื่อการใช้งานเท่านั้น แต่ยังเป็น “แฟชั่นไอคอน” ที่สะท้อนถึงบุคลิกของผู้ขับขี่ที่รักความท้าทาย ชอบความแตกต่าง และไม่หยุดนิ่ง
แชสซีส์ MEGA FRAME: แกร่งแต่เบา สรรค์สร้างความทนทาน
หนึ่งในหัวใจสำคัญของ Mitsubishi Triton Street 2025 คือโครงสร้างแชสซีส์แบบ “MEGA FRAME” ที่มีขนาดใหญ่ แข็งแรงเป็นพิเศษ แต่กลับมีน้ำหนักเบา ซึ่งเป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของมิตซูบิชิ โครงสร้างนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทนทานให้กับตัวรถ รองรับน้ำหนักบรรทุกได้ดีเยี่ยม แต่ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และลดแรงสั่นสะเทือนในห้องโดยสาร ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างนุ่มนวลและสบายยิ่งขึ้น การผสานความแข็งแกร่งเข้ากับน้ำหนักที่เหมาะสม ทำให้ Triton Street มีสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ทั้งบนทางเรียบและเส้นทางขรุขระ
เครื่องยนต์ดีเซลทรงพลัง ประหยัดน้ำมัน ตอบสนองทันใจ
Triton Street 2025 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลอันเลื่องชื่อของมิตซูบิชิ ที่ได้รับการปรับแต่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านกำลังและอัตราประหยัดน้ำมัน ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 330 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองที่ต้องการอัตราเร่งที่ทันใจ หรือการเดินทางระยะไกลที่ต้องการพละกำลังในการบรรทุกและลากจูง เครื่องยนต์นี้ได้รับการพิสูจน์แล้วถึงความทนทานและประหยัดน้ำมัน ทำให้ Triton Street เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลดต้นทุนเชื้อเพลิงในระยะยาว
ภายในห้องโดยสาร: ดีไซน์เรียบง่าย ทันสมัย และเชื่อมต่อโลกได้ตลอดเวลา
ภายในห้องโดยสารของ Triton Street 2025 ตกแต่งด้วยโทนสีดำที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความทันสมัย แผงควบคุมและอุปกรณ์ต่างๆ ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
หน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 10 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay & Android Auto เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ Triton Street ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับรถได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อใช้งานระบบนำทาง เล่นเพลงโปรด หรือโทรออกรับสายได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย ทำให้ทุกการเดินทางไม่ว่าจะเพื่อการทำงานหรือพักผ่อน เป็นไปอย่างเพลิดเพลินและไม่ขาดการเชื่อมต่อ
ยกระดับความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
มิตซูบิชิไม่เคยประนีประนอมในเรื่องความปลอดภัย และใน Triton Street 2025 นี้ ก็ได้ยกระดับความปลอดภัยเหนือชั้นด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว และระบบตรวจจับคนเดินถนน (Forward Collision Mitigation System with Pedestrian Detection — FCM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงรุกที่สำคัญยิ่งในปัจจุบัน ระบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการชนด้านหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเมื่อมีคนเดินเท้าตัดหน้ารถอย่างกะทันหัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในสภาพการจราจรของประเทศไทย
การเพิ่มระบบ FCM นี้เข้ามาในไลน์อัพมิตซูบิชิ ไทรทัน ทุกรุ่น รวมถึง Triton Street ด้วย ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิในการมอบความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน มอบความมั่นใจในทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นวันทำงานหรือวันพักผ่อน
บทสรุป: ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจกับ Mitsubishi 2025
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่า Mitsubishi XPANDER HEV, XPANDER CROSS HEV และ Triton Street 2025 เป็นการตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ของมิตซูบิชิในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดไทยได้อย่างลงตัวและทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ไฮบริดที่มอบทั้งความประหยัด ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยสำหรับครอบครัวยุคใหม่ หรือรถกระบะสายสตรีทที่ผสานความแกร่งเข้ากับดีไซน์สปอร์ตพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัยสำหรับคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการ
การลงทุนในรถยนต์เหล่านี้ในปี 2025 ไม่ใช่แค่การซื้อยานพาหนะ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยสูงสุด ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและการเดินทางของคุณไปอีกขั้น
สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์คู่ใจคันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถ MPV ที่ตอบโจทย์การใช้งานอเนกประสงค์ หรือรถกระบะที่แข็งแกร่ง ทันสมัย และประหยัดน้ำมัน ผมขอเชิญชวนให้คุณสัมผัสยนตรกรรมทั้งสองโมเดลใหม่นี้ และรุ่นอื่นๆ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษสุดคุ้มอีกมากมาย ได้ที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 หรือ Thailand International Motor Expo 2025 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี หรือเยี่ยมชมโชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศเพื่อทดลองขับและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจเลือกสิ่งที่ใช่และดีที่สุดสำหรับคุณและคนที่คุณรัก มิตซูบิชิพร้อมก้าวไปกับคุณในทุกเส้นทาง!

