พาร์ต 2 อยู่ด้านล่าง 👇
สุดยอด 15 รถยนต์จากัวร์ตลอดกาล: มรดกแห่งความเร็วและความสง่างาม
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์ ด้วยประสบการณ์กว่าทศวรรษที่ได้สัมผัสและศึกษาเส้นทางประวัติศาสตร์ของแบรนด์รถยนต์ชั้นนำทั่วโลก ผมขอยกให้จากัวร์ (Jaguar) เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ที่มีประวัติศาสตร์น่าหลงใหลที่สุด ด้วยการผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่างสมรรถนะอันเร้าใจ การออกแบบที่สง่างามเหนือกาลเวลา และนวัตกรรมทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัย แม้ว่าเส้นทางของจากัวร์จะไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ประสบกับการเปลี่ยนแปลงเจ้าของ ปัญหาทางการเงิน และการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สิ่งที่ไม่เคยจางหายไปจากสายตาของผู้ที่หลงใหลในรถยนต์ คือ “จิตวิญญาณ” ของจากัวร์ที่ปรากฏในรถยนต์แต่ละรุ่นที่ถูกรังสรรค์ขึ้น
บทความนี้จะพาคุณดำดิ่งสู่โลกอันน่าทึ่งของ 15 รถยนต์จากัวร์ที่ดีที่สุดตลอดกาล โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ เช่น การออกแบบที่เป็นที่จดจำ สมรรถนะที่โดดเด่น นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ผลกระทบต่อวงการยานยนต์ และคุณค่าในฐานะของนักสะสม เราจะพิจารณาถึงรถยนต์ที่เป็นตำนานซึ่งขับเคลื่อนวงการ สู่รุ่นที่ทันสมัยซึ่งยังคงสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ รถสปอร์ตจากัวร์ และ รถยนต์หรูจากัวร์
ภาพรวมประวัติศาสตร์อันยาวนานของจากัวร์
ก่อนที่เราจะเจาะลึกไปยังรุ่นที่ดีที่สุด ขอหวนนึกถึงจุดเริ่มต้นอันเป็นรากฐานของแบรนด์ จากัวร์ไม่ได้เริ่มต้นในฐานะผู้ผลิตรถยนต์โดยตรง แต่มีต้นกำเนิดมาจาก Swallow Sidecar Company ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1922 เดิมทีนั้น บริษัทผลิตอุปกรณ์เสริมสำหรับรถจักรยานยนต์ ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การออกแบบตัวถังรถยนต์ภายใต้ชื่อ S. S. Cars Limited ในปี 1945 ชื่อ “Jaguar Cars” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และหลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีการควบรวมกิจการกับ British Motor Corporation ในปี 1966 ก่อให้เกิด British Motor Holdings (BMH) ซึ่งต่อมาได้รวมกับ Leyland Motor Corporation ในปี 1968 กลายเป็น British Leyland
การเดินทางที่ซับซ้อนนี้ได้นำมาซึ่งการแยกตัวออกมาเป็นบริษัทอิสระในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในปี 1984 ก่อนที่จะถูกซื้อกิจการโดย Ford ในปี 1990 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาภายใต้การบริหารของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากอเมริกา และในที่สุด ปี 2013 ก็ได้เกิดการรวมตัวครั้งสำคัญระหว่าง Jaguar Cars และ Land Rover ก่อตั้งเป็น Jaguar Land Rover Limited ซึ่งเป็นองค์กรที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน
แม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า จากัวร์ได้สร้างสรรค์รถยนต์ที่สวยงามที่สุด เร็วที่สุด และทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ หลายคนอาจจำคำกล่าวของ Enzo Ferrari ที่ว่า E-Type คือ “รถที่สวยที่สุดในโลก” ในงาน Geneva Auto Show ปี 1961 ได้ แม้ว่าคำกล่าวอ้างนี้จะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ก็สะท้อนถึงความยอดเยี่ยมของการออกแบบจากัวร์ได้อย่างชัดเจน
15 รถยนต์จากัวร์ที่ดีที่สุดตลอดกาล: รังสรรค์ตำนานแห่งสมรรถนะและความงาม
การคัดเลือก 15 อันดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจากัวร์ได้ผลิตรถยนต์ที่น่าประทับใจออกมามากมาย แต่เมื่อพิจารณาถึงองค์ประกอบทั้งหมด ทั้งการออกแบบที่โดดเด่น สมรรถนะที่เป็นเลิศ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม และคุณค่าในฐานะนักสะสม นี่คือ 15 รุ่นที่โดดเด่นที่สุด:
Jaguar E-Type (XK-E): สัญลักษณ์แห่งยุคสมัย (1961-1975)
เมื่อพูดถึงรถยนต์ที่สวยงามที่สุดในโลก ชื่อของ Jaguar E-Type ย่อมผุดขึ้นมาเป็นอันดับแรก การเปิดตัวในปี 1961 ถือเป็นการปฏิวัติวงการรถสปอร์ต ด้วยรูปทรงที่เพรียวยาวตามหลักอากาศพลศาสตร์ ฝากระโปรงหน้าที่ยาวเหยียด และเส้นสายที่โค้งมนราวกับประติมากรรม E-Type ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับความสง่างามและความปรารถนา
E-Type มีให้เลือกทั้งรุ่นคูเป้ 2 ที่นั่ง (Grand Tourer) และรุ่นเปิดประทุน (Roadster) ต่อมาได้มีการเพิ่มรุ่น 2+2 คูเป้ ที่มีฐานล้อที่ยาวขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ภายใน การออกแบบที่ไร้ที่ติของ E-Type ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยนิตยสาร Sports Car International ได้จัดอันดับให้เป็นอันดับหนึ่งใน “100 รถสปอร์ตที่ดีที่สุดแห่งยุค 1960s” และ The Daily Telegraph ก็ได้ยกย่องให้เป็น “100 รถที่สวยที่สุดตลอดกาล”
แต่ E-Type ไม่ได้มีดีเพียงรูปลักษณ์ภายนอก มันยังมาพร้อมกับสมรรถนะที่น่าประทับใจ เครื่องยนต์ 3.8 ลิตร 6 สูบ ให้กำลัง 260 แรงม้า รุ่น 4.2 ลิตร XKE ให้กำลัง 265 แรงม้า สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 7.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 150 ไมล์ต่อชั่วโมง ส่วนรุ่น Series 3 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.3 ลิตร ให้กำลังถึง 314 แรงม้า การใช้เทคโนโลยีการแข่งขัน โดยการเชื่อมตัวถังเข้ากับโครงสร้างท่อเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดน้ำหนัก ประกอบกับการออกแบบช่วงล่างอิสระ ดิสก์เบรก และพวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน ทำให้ E-Type มีสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นอย่างแท้จริง เป็นที่มาของคำว่า “Jaguar E-Type ราคา” ที่ยังคงเป็นที่ต้องการของผู้สะสมอย่างต่อเนื่อง
Jaguar XK120: ความงามเหนือกาลเวลาหลังสงคราม (1948-1954)
หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง จากัวร์ได้เปิดตัว XK120 ในปี 1948 ซึ่งเป็นรถสปอร์ตคันแรกของแบรนด์หลังยุคสงคราม รถโรดสเตอร์ 2 ที่นั่งรุ่นนี้ ยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่สวยงามที่สุดเท่าที่เคยมีการผลิตมา ด้วยเครื่องยนต์ 3.4 ลิตร 6 สูบ พร้อมเพลาลูกเบี้ยวคู่ (twin overhead camshafts) ให้กำลัง 160 แรงม้า ในรุ่นแรกๆ และเพิ่มเป็น 210 แรงม้า ในปี 1954
XK120 ได้สร้างสถิติความเร็วสูงสุดถึง 124.6 ไมล์ต่อชั่วโมง (ตามชื่อรุ่น) และสามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 10 วินาที ซึ่งถือว่าน่าประทับใจอย่างยิ่งในยุคนั้น ด้วยตัวถังไม้หุ้มด้วยแผงอลูมิเนียมที่ทำด้วยมือ รถแข่งรุ่นพิเศษยังใช้อลูมิเนียมที่เบากว่า กระจกบังลมที่ถอดออกได้ และแอโรสกรีนเพื่อการแข่งขัน
XK120 เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ผลิตรถยนต์อเมริกันออกแบบรถโรดสเตอร์ 2 ที่นั่งของตนเอง แม้ว่าตอนแรกจะตั้งใจผลิตเพียง 200 คัน แต่ความต้องการที่ล้นหลามทำให้ผลิตออกมามากกว่า 12,000 คัน ซึ่งหลายคันถูกส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา การค้นหารถ “Jaguar XK120 มือสอง” ที่อยู่ในสภาพดีในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องท้าทาย และมักมีราคาสูงเกิน 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ
Jaguar Mark 2: ซีดานสปอร์ตที่สมบูรณ์แบบ (1959-1967)
Mark 2 คือรถยนต์ซีดานขนาดกลางระดับหรู 4 ประตู ที่มาสืบทอดความสำเร็จของ MK1 ถือเป็นไอคอนของรถซีดานสปอร์ตสไตล์อังกฤษ ที่มักปรากฏตัวในภาพยนตร์แอ็คชั่น โดยเฉพาะฉากไล่ล่าของตำรวจและอาชญากร การผสมผสานระหว่างสมรรถนะ การควบคุมที่เฉียบคม และความหรูหราภายใน ทำให้ Mark 2 เป็นที่ต้องการของนักสะสมรถคลาสสิก
การปรับปรุงภายนอกรวมถึงเสาประตูที่บางลง กระจกที่ใหญ่ขึ้น กระจังหน้าที่กว้างขึ้น และท้ายรถที่ออกแบบใหม่ ภายในได้รับการปรับปรุงด้วยแผงหน้าปัดใหม่ เบาะนั่งปรับเอนได้พร้อมโต๊ะพับสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และระบบทำความร้อนที่ดีขึ้น การปรับปรุงช่วงล่างหลังแบบ Wide-track ช่วยลดอาการร่อนของ MK1 ทำให้ Mark 2 ควบคุมได้ง่ายขึ้น
Mark 2 มาพร้อมเครื่องยนต์ 3 ทางเลือก: 2.4 ลิตร (120 แรงม้า) ซึ่งค่อนข้างจะแรงน้อยไปสำหรับน้ำหนักรถ, 3.4 ลิตร และ 3.8 ลิตร (220 แรงม้า) ที่ให้กำลังและแรงบิดที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ Mark 2 3.8 สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 8.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 125 ไมล์ต่อชั่วโมง
Jaguar D-Type: ราชาแห่ง Le Mans (1954-1957)
D-Type คือรถแข่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยชนะการแข่งขัน Le Mans ถึง 3 ปีซ้อน (1955, 1956, 1957) พัฒนาต่อยอดจาก C-Type แต่มีการปรับปรุงโครงสร้างและอากาศพลศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร 6 สูบ DOHC เช่นเดียวกับ XK120 และ C-Type แต่ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ในปี 1954 D-Type ให้กำลัง 245 แรงม้า และในภายหลังได้เพิ่มกำลังเป็นเกือบ 300 แรงม้า แม้จะมีกำลัง 245 แรงม้า และเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ ก็สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 4.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 167.8 ไมล์ต่อชั่วโมง สิ่งที่ทำให้ D-Type โดดเด่นคือการใช้วัสดุที่น้ำหนักเบาและเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ โดยเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นแรกๆ ที่ใช้โครงสร้างแบบ Monocoque Tub ที่ทำจากแผงอลูมิเนียมรับน้ำหนัก
ครีบหลังคาด้านหลังคนขับที่ดูแปลกตา ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อเพิ่มเสถียรภาพที่ความเร็วสูง ทำให้สามารถทำความเร็วได้กว่า 180 ไมล์ต่อชั่วโมง บนทางตรง Mulsanne Straight ในการแข่งขัน Le Mans
Jaguar XKSS: ซูเปอร์คาร์คันแรกของโลก (1957-1958)
หลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ D-Type ในวงการมอเตอร์สปอร์ต จากัวร์ได้ตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขัน แต่แทนที่จะปล่อยให้แชสซีส์ D-Type ที่สร้างค้างไว้ 25 คัน (9 คันเสียหายจากเหตุไฟไหม้) สูญเปล่า บริษัทจึงตัดสินใจสร้างเวอร์ชันที่ใช้งานบนถนนได้ ซึ่งก็คือ Jaguar XKSS ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “ซูเปอร์คาร์คันแรกของโลก”
XKSS มีการปรับปรุงหลายอย่าง เช่น การเพิ่มประตูฝั่งผู้โดยสาร กระจกบังลมกรอบโครเมียม แผงกันลมแบบพับได้ และกันชนหน้า-หลังแบบโครเมียม แต่การถอดครีบหลังคาอันเป็นเอกลักษณ์ของ D-Type ออกไป ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในด้านรูปลักษณ์
รถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร D-Type ให้กำลัง 262 แรงม้า และแรงบิด 260 ปอนด์-ฟุต ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 6.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 159 ไมล์ต่อชั่วโมง การผลิต XKSS เดิมตั้งใจไว้ที่ 25 คัน แต่ก็มีการสร้าง “Continuation” รุ่นใหม่ขึ้นมาหลายครั้ง ทำให้การครอบครอง XKSS ที่เป็นของแท้ หรือแม้แต่รุ่น Continuation ก็ยังคงเป็นความฝันอันไกลเกินเอื้อมของนักสะสมส่วนใหญ่
Jaguar XJ-S: แกรนด์ทัวเรอร์ผู้ประสบความสำเร็จ (1975-1996)
เมื่อ XJ-S เปิดตัวในปี 1975 เพื่อมาแทนที่ E-Type อันเป็นที่รัก แม้จะยังคงได้รับความนิยมจากนักเลงรถหลายคน แต่ E-Type ก็เริ่มล้าสมัยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่จากัวร์ได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิจารณ์และผู้ซื้อ ด้วยรถแกรนด์ทัวเรอร์สุดหรูที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
XJ-S ผลิตออกมานานกว่าสองทศวรรษ และกลายเป็นรถจากัวร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุด ด้วยยอดผลิตรวมกว่า 98,000 คัน ทะลายสถิติของ E-Type แม้ในช่วงแรกยอดขายจะไม่สูงนัก (เพียง 1,000 คันในปี 1980)
ในช่วงแรก XJ-S เปิดตัวในรูปแบบ Fastback Coupe และใช้เวลากว่า 13 ปีในการเปิดตัวรุ่น Convertible เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายความปลอดภัยในยุค 70 ตลอดระยะเวลาการผลิต จากัวร์ได้นำเสนอเครื่องยนต์ 6 และ 12 สูบหลากหลายรุ่น รุ่นปี 1996 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6 ลิตร ให้กำลัง 298 แรงม้า สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 6.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 162 ไมล์ต่อชั่วโมง
ในปี 1991 จากัวร์ได้ปรับปรุงการออกแบบภายนอกให้ดูเรียบหรูขึ้น และเปลี่ยนชื่อเป็น XJS โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ AJ6 ‘Sport’ ขนาด 4.0 ลิตร หรือ V12 ขนาด 6.0 ลิตร (ในปี 1992) รถรุ่นสุดท้ายนี้ถือเป็นการพัฒนาที่ดีที่สุดของไลน์ XJ-S
Jaguar XJ220: ซูเปอร์คาร์ที่เร็วที่สุดแห่งยุค (1992-1994)
Jaguar XJ220 เป็นผลงานการออกแบบที่เริ่มต้นในปี 1988 โดยมีเป้าหมายเป็นรถแข่งขับเคลื่อนสี่ล้อพร้อมเครื่องยนต์ V12 ที่เหมาะสมกับการแข่งขัน FIA Group B แต่เมื่อคู่แข่งอย่าง Porsche 959 และ Ferrari F40 นำเสนอเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จขนาดกะทัดรัดที่ให้กำลังสูงกว่าและน้ำหนักเบากว่า จากัวร์จึงได้ร่วมมือกับ Tom Walkinshaw Racing (TWR) เพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิด
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ซับซ้อนและมีน้ำหนักมากถูกยกเลิก และเครื่องยนต์ V12 ที่มีปัญหาด้านกำลังและการปล่อยมลพิษ ได้ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบคู่ ขนาด 3.5 ลิตร ซึ่งให้กำลังและแรงบิดที่สูงขึ้นอย่างมาก ช่วยลดความยาวของฐานล้อและน้ำหนักโดยรวม
เครื่องยนต์ V6 จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ส่งกำลัง 542 แรงม้า และแรงบิด 475 ปอนด์-ฟุต ไปยังล้อหลัง XJ220 สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่น่าทึ่ง 212 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำให้ XJ220 กลายเป็นรถยนต์โปรดักชั่นที่เร็วที่สุดในยุคสมัยนั้น เพียงแต่ถูก McLaren F1 แซงหน้าไปในเวลาต่อมา
แม้จะมีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมและรูปลักษณ์ที่สง่างาม แต่ XJ220 กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกและยอดขายที่ซบเซา จากัวร์ผลิตและขายได้เพียง 282 คัน จากเป้าหมาย 350 คัน ปัจจุบัน “Jaguar XJ220 ราคา” ในตลาดนักสะสมอยู่ที่ประมาณ 300,000 ถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ
Jaguar XK (First and Second Generation): แกรนด์ทัวเรอร์ยุคใหม่ (1996-2014)
Jaguar XK คือรถยนต์แกรนด์ทัวเรอร์หรู 4 ที่นั่ง ที่ผลิตตั้งแต่ปี 1996 ถึง 2014 (รุ่นปี 2015) รุ่นแรก (X100) ที่มาแทนที่ XJS มีให้เลือกทั้งแบบ Convertible และ Coupe จนถึงปี 2006
ในตอนแรก XK มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ให้กำลัง 290 แรงม้า ซึ่งต่อมาได้อัปเกรดเป็นรุ่น Supercharged ที่ให้กำลัง 370 แรงม้า อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง อยู่ที่ประมาณ 5.9-6.0 วินาที และความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วยการตกแต่งภายในที่หรูหราด้วยหนังและลายไม้ Burled Wood ทำให้ XK เป็นที่ชื่นชอบของนักเดินทาง
รุ่นที่สอง (X150) เปิดตัวในปี 2007 พร้อมการออกแบบใหม่หมดจด ตัวถังอลูมิเนียมน้ำหนักเบาช่วยลดน้ำหนักลง 200 ปอนด์ และเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างถึง 30% การเปลี่ยนแปลงนี้ coupled with การบังคับเลี้ยวที่แม่นยำ ทำให้ XK รุ่นที่สองมีสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและคล่องแคล่วมากขึ้น ด้วยดีไซน์ที่โค้งมน สไตล์อังกฤษแบบดั้งเดิม และเครื่องยนต์ 385 แรงม้า XK ได้กลายเป็นรถแกรนด์ทัวเรอร์ที่สมบูรณ์แบบ
Jaguar C-Type: ชัยชนะแห่ง Le Mans (1951-1953)
C-Type เป็นรถยนต์ที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ยานยนต์ พัฒนามาจาก XK120 โดยมีการปรับปรุงตัวถังให้มีน้ำหนักเบาและอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้น ติดตั้งเครื่องยนต์เดียวกับ XK120 ที่ให้กำลัง 210 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 8.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 140 ไมล์ต่อชั่วโมง
ภายในของ C-Type เน้นความเรียบง่ายตามแบบฉบับรถแข่ง เบาะสองที่นั่ง แผงหน้าปัดที่แสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขัน กระจกบังลมหน้าขนาดเล็กให้การป้องกันลมเพียงเล็กน้อย
C-Type เป็นผู้ชนะการแข่งขัน Le Mans 24 ชั่วโมง ถึงสองครั้ง และชนะการแข่งขัน Reims Grand Prix โดย Stirling Moss ในปี 1952 การแข่งขันครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ใช้ระบบดิสก์เบรก ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ นำไปใช้ตาม
จากัวร์ผลิต C-Type เพียง 53 คัน เท่านั้น ทำให้ราคาในตลาดนักสะสมสูงมากถึง 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐในบางครั้ง อย่างไรก็ตาม ยังมีบริษัทที่ผลิต C-Type Replica คุณภาพสูงสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด
Jaguar XJR-15: ซูเปอร์คาร์สำหรับนักแข่ง (1990-1992)
XJR-15 มีต้นกำเนิดมาจากรถต้นแบบ Project R9R ที่พัฒนาโดย Jaguar Sport และ Tom Walkinshaw Racing (TWR) เพื่อทดสอบความทนทานของตัวถังพลาสติกและคาร์บอนไฟเบอร์ที่ความเร็วสูง โดยใช้ส่วนประกอบทางกลจากรถแข่ง Le Mans-winning อย่าง XJR-9
รถซูเปอร์คาร์คันนี้มีโครงสร้างแบบ Monocoque Tub และตัวถังแอโรไดนามิกที่ออกแบบโดย Peter Stevens (ผู้ออกแบบ McLaren F1) เครื่องยนต์ V-12 ขนาด 6.0 ลิตร พร้อมชิ้นส่วน Cosworth และระบบหัวฉีด Zytek ให้กำลัง 450 แรงม้า และแรงบิด 4500 ปอนด์-ฟุต การใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์อย่างกว้างขวางทำให้รถมีน้ำหนักเพียง 1,050 กิโลกรัม
การผสมผสานระหว่างน้ำหนักเบาและเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ทำให้ XJR-15 สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 3.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 215 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่างแบบรถแข่งยังให้การควบคุมที่ยอดเยี่ยม
จากัวร์ผลิต XJR-15 เพียง 53 คันเท่านั้น โดยมีราคาขายมากกว่า 900,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน แม้ว่าบางคันจะถูกสร้างขึ้นเพื่อการแข่งขัน แต่ปัจจุบันรถทุกคันเป็นของนักสะสมส่วนตัว
SS Jaguar 100: จุดเริ่มต้นของความเร็ว (1935-1938)
ในปี 1935 จากัวร์ได้เปิดตัว SS90 ซึ่งเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุน 2 ที่นั่ง แต่ขาดสมรรถนะที่โดดเด่น ต่อมาในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน SS100 ได้ถูกประกาศเปิดตัว พร้อมเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร 6 สูบ ให้กำลัง 102 แรงม้า และความเร็วสูงสุด 94 ไมล์ต่อชั่วโมง หลายคนยกย่องให้เป็นรถสปอร์ตจากัวร์คันแรกที่แท้จริง
SS100 ยังได้รับการปรับปรุงให้เร็วขึ้นอีกเมื่อติดตั้งเครื่องยนต์ 3.5 ลิตร 6 สูบ Naturally Aspirated พร้อมคาร์บูเรเตอร์ SU สองตัว ให้กำลัง 125 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 101 ไมล์ต่อชั่วโมง และเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 10.8 วินาที ทำให้เป็นรถยนต์ที่เร็วที่สุดในอังกฤษในราคาที่เข้าถึงได้
SS100 มีรูปลักษณ์ที่สวยงามเหมือนรุ่นก่อนหน้า แต่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เช่น ไฟหน้า Lucas De Luxe ขนาดใหญ่ และกระจังหน้าพร้อมตรา “SS Jaguar” จากัวร์ผลิต SS100 จำนวน 191 คัน สำหรับรุ่น 2.5 ลิตร และอีก 118 คัน สำหรับรุ่น 3.5 ลิตร รถ SS100 ปี 1935 ในปัจจุบันมีราคาประมูลสูงกว่า 425,000 ดอลลาร์สหรัฐ
Jaguar XJR-X300: ความน่าเกรงขามบนท้องถนน (1994-1997)
XJR-X300 เปิดตัวในปี 1994 ด้วยสไตล์ที่โดดเด่นตามแบบฉบับจากัวร์ ทั้งเส้นสายที่เพรียวบาง ความหรูหรา และความสูงที่ต่ำลง กระโปรงท้ายที่ลาดเอียง กระจังหน้าโครเมียมแบบตาข่าย และไฟหน้ากลมสี่ดวง ให้ลุคที่ดูน่าเกรงขามและดุดันกว่าคู่แข่ง
แม้ว่าพื้นที่เหนือศีรษะอาจไม่เหมาะกับผู้ที่สูงเกิน 6 ฟุต แต่เบาะนั่งที่ต่ำลงช่วยสร้างความรู้สึกราวกับนั่งอยู่ในรถสปอร์ต การตกแต่งภายในที่เต็มไปด้วยลายไม้และหนังชั้นดี อาจทำให้เข้าใจผิดว่าจากัวร์ให้ความสำคัญกับสมรรถนะน้อยลง แต่ XJR-X300 กลับมีสมรรถนะที่ดีกว่ารถซีดานหรูทั่วไป
เครื่องยนต์ Supercharged 4.0 ลิตร 6 สูบ ให้กำลัง 320 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติ J-gate 4 จังหวะ สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาไม่ถึง 6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่าง CATS (Computer Active Technology Suspension) ปรับการหน่วงของโช้คอัพตามสภาพถนนและความเร็ว ทำให้ XJR-X300 มีการควบคุมที่เหนือชั้น
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ XJR-X300 นอกจากรูปลักษณ์ที่น่าประทับใจ สมรรถนะที่แข่งขันได้ และการควบคุมที่ยอดเยี่ยมแล้ว อาจเป็นความน่าเชื่อถือ โดยรถรุ่นนี้ได้อันดับที่สองในการสำรวจ J.D. Power’s Initial Quality Survey ทำให้เป็นหนึ่งในรถจากัวร์ที่ดีที่สุดและน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา
Jaguar XE SV Project 8: สมรรถนะระดับสนามแข่งในร่างซีดาน (2017-2019)
Jaguar XE SV Project 8 อาจดูภายนอกเหมือนรถซีดาน 4 ประตูทั่วไป แต่ภายใต้รูปลักษณ์ที่สงบเงียบนี้ ซ่อนเร้นขุมพลังมหาศาล ด้วยเครื่องยนต์ V-8 ซูเปอร์ชาร์จ ขนาด 5.0 ลิตร พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ระบบ DOHC 32 วาล์ว ที่ให้กำลัง 592 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 516 ปอนด์-ฟุต ที่ 3,500 รอบต่อนาที
เครื่องยนต์อันทรงพลังนี้ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์แบบแมนนวล ไปยังล้อทั้งสี่ และด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ Project 8 เป็นรถยนต์จากัวร์ที่มีสมรรถนะสูงที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา
Project 8 สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 3.2 วินาที และทำความเร็วควอเตอร์ไมล์ได้ใน 11.4 วินาที ที่ความเร็ว 122 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้จะมีคุณสมบัติระดับรถแข่ง แต่ Project 8 ก็ยังคงให้ความสะดวกสบายในการใช้งานประจำวัน และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 16 ไมล์ต่อแกลลอนในเมือง และ 22 ไมล์ต่อแกลลอนบนทางหลวง
Jaguar S-Type: การก้าวกระโดดทางวิศวกรรม (1963-1968)
S-Type คือรถยนต์ที่มาแทนที่ MK2 ที่น่าประทับใจ และถือเป็นข้อยกเว้นในประวัติศาสตร์อันยาวนานของจากัวร์ในการออกแบบรถยนต์ที่สวยงาม แม้ภายนอก S-Type จะดูเป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์ของ MK2 และ MK X แต่สิ่งที่ทำให้รถรุ่นนี้โดดเด่นจริงๆ คือการนำเพลาล้อหลังและระบบกันสะเทือนอิสระแบบ E-Type มาใช้
S-Type มาพร้อมเครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ให้กำลัง 210 แรงม้า และแรงบิด 215 ปอนด์-ฟุต สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 9.3 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 124 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกอาจจะไม่ใช่จุดเด่นที่สุด แต่ S-Type ได้มอบการขับขี่และสมรรถนะการควบคุมที่เหนือกว่า MK2 อย่างชัดเจน
Jaguar F-Type: ทายาทแห่ง E-Type (2014-ปัจจุบัน)
Jaguar F-Type คือรถสปอร์ตสมรรถนะสูงยุคใหม่ ที่มาพร้อมคุณสมบัติและการขับขี่ที่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง Porsche 718 Boxster, Porsche 718 Cayman และ Chevrolet Corvette ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ F-Type แตกต่างและเป็นหนึ่งในรถจากัวร์ที่ดีที่สุด คือการวางตำแหน่งเครื่องยนต์ไว้ด้านหน้าคนขับ
เมื่อเปิดตัวในปี 2014 F-Type ถือเป็นรถสปอร์ตที่แท้จริงคันแรกของจากัวร์นับตั้งแต่ E-Type อันโด่งดัง ในช่วงแรกมีทั้งเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบ และ V6 ซูเปอร์ชาร์จเป็นทางเลือก แต่สำหรับรุ่นปี 2022 เป็นต้นมา F-Type มีเฉพาะเครื่องยนต์ V8
ในบรรดาสามรุ่นย่อยหลัก ได้แก่ R, P450 และ P450 R-Dynamic แม้แต่รุ่น P450 ที่มีกำลังน้อยที่สุด ก็ยังมาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ซูเปอร์ชาร์จ ขนาด 5.0 ลิตร ให้กำลัง 444 แรงม้า F-Type P450 มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ดิสก์เบรกขนาดใหญ่ ล้อ 20 นิ้ว และระบบไอเสียแบบ Active Exhaust ส่วนรุ่น P450 R-Dynamic เป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ
F-Type ทั้งสามรุ่นมีให้เลือกทั้งแบบ Coupe และ Convertible ซึ่งรุ่น Convertible อาจให้ประสบการณ์ที่น่าเพลิดเพลินที่สุด ด้วยเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V8 ที่ปลุกเร้าอารมณ์
บทสรุป: มรดกที่ยังคงสืบสาน
จากัวร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แบรนด์รถยนต์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สามารถรักษาจิตวิญญาณแห่งความยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไร รถยนต์ทั้ง 15 รุ่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นยานพาหนะที่น่าทึ่ง แต่ยังเป็นตัวแทนของความกล้าหาญทางวิศวกรรม ศิลปะแห่งการออกแบบ และความหลงใหลที่ไม่เคยจางหายไปจากแบรนด์
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความงาม สมรรถนะ และประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของรถยนต์จากัวร์ การได้เป็นเจ้าของรถรุ่นใดรุ่นหนึ่งในรายชื่อนี้ ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมตัวยง หรือเพียงผู้ที่ชื่นชมความงดงามเหนือกาลเวลา การค้นหารถ “Jaguar ราคา” ในฝันของคุณอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ผสมผสานความสง่างามเข้ากับสมรรถนะอันเร้าใจอย่างแท้จริง ขอเชิญชวนให้สำรวจตลาดรถยนต์คลาสสิก หรือตัวเลือกที่ทันสมัยยิ่งขึ้นจาก Jaguar Land Rover เพื่อสัมผัสกับมรดกแห่งจากัวร์ด้วยตัวคุณเอง และค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ.