พาร์ต 2 อยู่ด้านล่าง 👇
ตำนาน 15 สุดยอดรถยนต์จากัวร์ตลอดกาล: จากจุดเริ่มต้นสู่ยุคสมัยใหม่
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์ที่มีประสบการณ์กว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในอุตสาหกรรมรถยนต์ระดับพรีเมียม แต่มีแบรนด์หนึ่งที่ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม ท่ามกลางกระแสแห่งกาลเวลา นั่นคือ “จากัวร์” (Jaguar) แบรนด์รถยนต์สัญชาติอังกฤษที่เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน เต็มไปด้วยเรื่องราวของความสำเร็จ ความท้าทาย และนวัตกรรมที่ล้ำสมัย จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรา สมรรถนะ และการออกแบบที่เหนือกาลเวลา
จาก Swallow Sidecar สู่จักรวรรดิยานยนต์หรู
กว่าจะมาเป็น “Jaguar” ที่เรารู้จักในปัจจุบัน เส้นทางของแบรนด์นี้ต้องผ่านเรื่องราวที่ซับซ้อน เริ่มต้นจาก Swallow Sidecar Company ก่อตั้งขึ้นในปี 1922 ซึ่งในตอนแรกผลิตเพียงอุปกรณ์เสริมสำหรับรถจักรยานยนต์ ก่อนจะก้าวเข้าสู่การออกแบบตัวถังรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ภายใต้การบริหารของ S. S. Cars Limited บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Jaguar Cars ในปี 1945 และหลังจากนั้นก็มีการควบรวมกิจการหลายครั้งกับ British Motor Corporation (BMC) ในปี 1966 กลายเป็น British Motor Holdings (BMH) และควบรวมอีกครั้งกับ Leyland Motor Corporation ในปี 1968 ก่อตั้งเป็น British Leyland ในที่สุด
ปี 1984 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ Jaguar แยกตัวออกมาจาก British Leyland และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเป็นบริษัทอิสระ ก่อนที่ Ford Motor Company จะเข้าซื้อกิจการในปี 1990 และในปี 2013 ได้เกิดการรวมกิจการครั้งใหญ่กับ Land Rover ก่อตั้งเป็น Jaguar Land Rover Limited บริษัทที่เราเห็นในปัจจุบัน ซึ่งรับผิดชอบการออกแบบและผลิตรถยนต์ทั้งสองแบรนด์
แม้จะมีประวัติศาสตร์ที่ขึ้นๆ ลงๆ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ Jaguar ได้สร้างสรรค์ “สุดยอดรถยนต์จากัวร์” ที่น่าทึ่ง สวยงาม และทรงพลังออกมามากมาย การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Jaguar ได้รับการยอมรับอย่างสูง แม้กระทั่ง Enzo Ferrari เคยกล่าวไว้ในปี 1961 ณ งาน Geneva Auto Show ว่า E-Type คือ “รถที่สวยที่สุดในโลก” แม้คำกล่าวนี้จะไม่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการ แต่ก็สะท้อนถึงความโดดเด่นด้านสไตล์ของ Jaguar ได้เป็นอย่างดี
บทความนี้จะพาคุณดำดิ่งสู่โลกแห่งตำนานของ Jaguar โดยการคัดสรร “15 สุดยอดรถยนต์จากัวร์ตลอดกาล” ที่ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งสมรรถนะ นวัตกรรม และมรดกอันล้ำค่าของแบรนด์นี้
Jaguar E-Type (1961-1975): สุนทรีย์แห่งความเร็วที่ไม่มีวันเลือนหาย
เมื่อพูดถึง “Jaguar E-Type” ชื่อนี้จะปรากฏขึ้นในหัวของผู้ที่หลงใหลในรถยนต์คลาสสิกเสมอ การเปิดตัวในปี 1961 ด้วยเส้นสายที่ยาว สง่างาม และอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม ทำให้ E-Type เป็นรถสปอร์ตที่แตกต่างจากทุกสิ่งที่เคยปรากฏบนท้องถนนในยุคนั้น
Jaguar E-Type เสนอตัวเลือกตัวถังหลัก 2 แบบ คือ คูเป้ 2 ที่นั่งแบบ Grand Tourer และคอนเวอร์ทิเบิล 2 ที่นั่ง ต่อมาได้เพิ่มรุ่น 2+2 คูเป้ที่มีฐานล้อเพิ่มขึ้น E-Type ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในด้านความงาม จน Sports Car International Magazine ยกให้เป็นอันดับหนึ่งในรายชื่อ “สุดยอดรถสปอร์ตแห่งยุค 60” และ The Daily Telegraph ออนไลน์ได้จัดอันดับให้เป็น “100 รถยนต์ที่สวยที่สุดตลอดกาล”
แต่ E-Type ไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น สมรรถนะและการควบคุมอันยอดเยี่ยมทำให้เป็นหนึ่งในยานยนต์ที่มีอิทธิพลที่สุดในการออกแบบรถสปอร์ต เครื่องยนต์ 3.8 ลิตร 6 สูบ ให้กำลัง 260 แรงม้า ในขณะที่รุ่น 4.2 ลิตร XKE สามารถเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 7.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 150 ไมล์ต่อชั่วโมง รุ่น V12 Series 3 ขนาด 5.3 ลิตร พัฒนาไปอีกขั้นด้วยกำลัง 314 แรงม้า อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 7.0 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 135 ไมล์ต่อชั่วโมง Jaguar ใช้เทคโนโลยีสนามแข่งในการสร้างตัวถังแบบ Monocoque ที่เชื่อมต่อกับโครงสร้างท่อเพื่อรองรับเครื่องยนต์ เพิ่มความแข็งแรงบิดและความเบา ควบคู่ไปกับระบบช่วงล่างอิสระทั้งหน้าและหลัง ระบบบังคับเลี้ยวแบบแร็คแอนด์พิเนียน และดิสก์เบรก ทำให้ E-Type มีการควบคุมที่ยอดเยี่ยม
Jaguar XK120 (1948-1954): จุดเริ่มต้นของตำนานรถสปอร์ตหลังสงคราม
Jaguar XK120 ที่เปิดตัวในปี 1948 ถือเป็นรถสปอร์ตคันแรกของแบรนด์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยการผลิตต่อเนื่อง 6 ปี โรดสเตอร์ 2 ที่นั่งคันนี้ยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่น่าดึงดูดที่สุดเท่าที่เคยมีมา
เครื่องยนต์ 6 สูบ 3.4 ลิตร พร้อมระบบวาล์วเหนือฝาสูบแบบคู่ (Twin Overhead Camshafts) ในเสื้อสูบอะลูมิเนียม ให้กำลัง 160 แรงม้าในรุ่นแรกๆ และได้รับการอัปเกรดเป็น 210 แรงม้าในปี 1954 ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในการทดสอบช่วงแรกคือ 124.6 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อรุ่น XK120 และอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 10 วินาที
XK120 เป็นเจ้าของสถิติรถโปรดักชั่นที่เร็วที่สุดในปี 1949 รุ่นโรดสเตอร์ทั่วไปมีโครงสร้างตัวถังเป็นไม้และแผงอลูมิเนียมที่ผลิตด้วยมือ ในขณะที่รุ่นแข่งใช้วัสดุอลูมิเนียมที่เบากว่า กระจกบังลมที่ถอดออกได้ เครื่องยนต์ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น และ Aerosc reens เพื่อป้องกันผู้ขับขี่จากเศษซากที่กระเด็นมา
รถยนต์สัญชาติอังกฤษคันนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาออกแบบและผลิตโรดสเตอร์ 2 ที่นั่งของตนเอง เช่น Chevrolet Corvette เดิมที Jaguar ตั้งใจผลิต XK120 เพียง 200 คัน แต่ความต้องการที่ล้นหลามทำให้ต้องผลิตมากกว่า 12,000 คัน โดยส่วนใหญ่นำไปจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา การตามหารถ Jaguar XK120 สภาพวินเทจในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องท้าทาย และเมื่อพบ ราคาซื้อขายมักจะสูงกว่า 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ
Jaguar Mark 2 (1959-1967): ซีดานสปอร์ตที่โด่งดังเหนือกาลเวลา
Jaguar Mark 2 เปิดตัวในปี 1959 เป็นรถยนต์ซีดานขนาดกลางหรูหรา 4 ประตู ที่สืบทอดความสำเร็จมาจาก Mark 1 การผลิตต่อเนื่องจนถึงปี 1967 ทำให้รถคันนี้กลายเป็น “Jaguar sporting saloon” ที่เป็นไอคอน โดยมักปรากฏในภาพยนตร์แอ็คชั่นฉากไล่ล่าของทั้งตำรวจและอาชญากร การผสมผสานระหว่างสมรรถนะ การควบคุมที่แม่นยำ และความหรูหราภายในห้องโดยสาร ทำให้ Mark 2 เป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มนักสะสมรถคลาสสิก
การปรับปรุงภายนอกของ Mark 2 ประกอบด้วยเสาประตูที่บางลง กระจกที่ใหญ่ขึ้น กระจังหน้าที่กว้างขึ้น และส่วนท้ายที่ออกแบบใหม่ ภายในมีการปรับปรุงแดชบอร์ดใหม่ โดยย้ายมาตรวัดมาอยู่ตรงหน้าผู้ขับขี่ เบาะหน้าปรับเอนได้พร้อมโต๊ะพับสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และระบบทำความร้อนที่ดียิ่งขึ้น Jaguar ยังปรับปรุงการควบคุมของ Mark 2 ด้วยระบบช่วงล่างหลังแบบ Wide-track ที่ช่วยลดอาการสั่นอันเป็นลักษณะเฉพาะของ Mark 1 ส่วนช่วงล่างหน้าแบบ A-arm ที่ปรับมุมใหม่ก็ช่วยให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นเมื่อเข้าโค้ง
Mark 2 มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 ขนาด: 2.4 ลิตร (120 แรงม้า) ซึ่งอาจจะขาดกำลังสำหรับรถที่มีน้ำหนัก 3,204 ปอนด์ แต่รุ่น 3.8 ลิตร (220 แรงม้า แรงบิด 240 ปอนด์-ฟุต) ที่จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด (เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดเป็นออปชั่น) ก็เพียงพอสำหรับ Mark 2 ที่มีน้ำหนัก 3,288 ปอนด์ รุ่น 3.8 Jaguar MK2 สามารถเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 8.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 125 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยมีอัตราสิ้นเปลือง 17 ไมล์ต่อแกลลอน
Jaguar D-Type (1954-1957): รถแข่งผู้พิชิต Le Mans
Jaguar D-Type ซึ่งผลิตระหว่างปี 1954 ถึง 1957 เป็นรถแข่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยคว้าชัยชนะที่ Le Mans ในปี 1955, 1956 และ 1957 D-Type พัฒนาต่อยอดมาจาก C-Type แต่มีการปรับปรุงโครงสร้างและอากาศพลศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ
D-Type ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ 3.4 ลิตร แบบ Twin-cam ที่ประจำการใน XK120 และ C-Type แม้เครื่องยนต์ที่ให้กำลัง 160-180 แรงม้าใน XK120 จะทำให้มันเป็นรถโปรดักชั่นที่เร็วที่สุดในโลก แต่ Jaguar ก็มองเห็นศักยภาพในการปรับปรุงเพื่อสร้าง D-Type ให้เป็นรถแข่งที่ดียิ่งขึ้น
ในปี 1954 เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ของ D-Type ให้กำลัง 245 แรงม้า และในภายหลังสามารถรีดกำลังได้เกือบ 300 แรงม้า ด้วยกำลัง 245 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด Jaguar สามารถเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 4.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 167.8 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่สิ่งที่ทำให้ D-Type พิเศษยิ่งกว่าขุมพลังคือการใช้วัสดุน้ำหนักเบาและเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ D-Type เป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นแรกๆ ที่ใช้การออกแบบโครงสร้างแบบ Monocoque Tub ที่ทำจากแผงอลูมิเนียมรับแรง โดย Jaguar เคยใช้แมกนีเซียมในต้นแบบ แต่เปลี่ยนมาใช้อลูมิเนียมเพื่อเหตุผลด้านต้นทุน
ฟินหลังคนขับที่เป็นเอกลักษณ์ของ D-Type ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบดั้งเดิม แต่ Jaguar ได้เพิ่มอุปกรณ์นี้ในรถสเปค Le Mans เพื่อเพิ่มเสถียรภาพความเร็วสูง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถทำความเร็วได้เกิน 180 ไมล์ต่อชั่วโมง บนทางตรง Mulsanne
Jaguar XKSS (1957-1958, 2016-2018): สุดยอดซูเปอร์คาร์ที่ถือกำเนิดจากสนามแข่ง
หลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ D-Type ในกีฬามอเตอร์สปอร์ต รวมถึงชัยชนะที่ Le Mans Jaguar ตัดสินใจถอนตัวจากวงการมอเตอร์สปอร์ตเพื่อมุ่งเน้นไปที่รถยนต์สำหรับใช้งานบนถนน ในขณะนั้น มีโครงสร้าง D-Type ประมาณ 25 คัน อยู่ในขั้นตอนการผลิตที่โรงงาน Browns Lane ใน Coventry (มีรถ 9 คันเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้) แทนที่จะทิ้งโครงสร้างเหล่านี้ Jaguar ได้ตัดสินใจสร้างรถยนต์เวอร์ชันที่ถูกกฎหมายสำหรับการใช้งานบนถนน โดยมีการปรับเปลี่ยนตัวถังพื้นฐานเล็กน้อย ทำให้เกิด “ซูเปอร์คาร์คันแรกของโลก” นั่นคือ Jaguar XKSS
Jaguar ได้เพิ่มประตูฝั่งผู้โดยสาร การติดตั้งกระจกบังลมกรอบโครเมียมและกระจกข้างเพื่อกันลมความเร็วสูง หลังคาพับได้ และกันชนหน้า-หลังแบบโครเมียม แต่การถอดปีกกันโคลง D-Type อันโด่งดังออกไปหลังคนขับ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในด้านรูปลักษณ์ รถสปอร์ตเวอร์ชันถนนคันนี้ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ของ D-Type ให้กำลัง 262 แรงม้า แรงบิด 260 ปอนด์-ฟุต ขับเคลื่อนล้อหลังผ่านเกียร์ธรรมดา 4 สปีด อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง อยู่ที่ 6.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 159 ไมล์ต่อชั่วโมง
ในเดือนมีนาคม 2016 Jaguar ได้ประกาศว่าจะผลิต XKSS จำนวน 25 คัน ให้ครบตามที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก โดยการสร้างรถ 9 คันที่สูญเสียไปจากเหตุเพลิงไหม้ การเป็นเจ้าของ XKSS ดั้งเดิมนั้นเป็นสิ่งที่เกินเอื้อมสำหรับนักสะสมจำนวนมาก แต่แม้แต่รุ่น “Continuation” ก็ยังคงมีราคาที่สูงลิ่ว ในปี 2020 Jaguar XKSS Continuation ปี 1957 คันหนึ่งถูกขายไปในราคา 1,985,000 ดอลลาร์สหรัฐ
Jaguar XJ-S (1975-1996): นักเดินทางที่สง่างามและประสบความสำเร็จ
เมื่อ Jaguar เปิดตัว XJ-S ในปี 1975 มันเข้ามาแทนที่ E-Type หนึ่งในรถสปอร์ตอังกฤษที่สวยงามที่สุดตลอดกาล แม้ E-Type จะยังคงเป็นที่รักของนักเลงรถจำนวนมาก แต่ก็เริ่มล้าสมัยและตามหลังคู่แข่งในด้านเทคโนโลยี Jaguar สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิจารณ์และผู้ซื้อด้วยรถ Grand Tourer สุดหรูที่มีขนาดใหญ่กว่า
Jaguar ผลิต XJ-S ยาวนานกว่าสองทศวรรษ แม้ในช่วงแรกยอดขายจะน่าผิดหวัง (เพียง 1,000 คันในปี 1980) แต่รุ่นนี้กลับกลายเป็น Jaguar ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยยอดผลิตรวมกว่า 98,000 คัน ทำลายสถิติของ E-Type
Jaguar เปิดตัว XJ-S ในรูปแบบ Fastback Coupe แต่การผลิตรุ่น Convertible ถูกเลื่อนออกไป 13 ปี เนื่องจากข้อกฎหมายด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่ครอบงำยุค 70 ตลอดระยะเวลาการผลิตกว่า 20 ปี Jaguar ได้นำเสนอเครื่องยนต์ 6 และ 12 สูบหลากหลายรุ่น สำหรับรุ่นปี 1996 Coupe Fastback 2 ประตู เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6 ลิตร ให้กำลัง 298 แรงม้า สามารถเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 6.6 วินาที ทำเวลาควอเตอร์ไมล์ 15.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 162 ไมล์ต่อชั่วโมง
ในปี 1991 Jaguar ได้ปรับปรุงการออกแบบของ XJ-S ให้ดูเรียบหรูขึ้น และเปลี่ยนชื่อเป็น XJS รุ่นใหม่มาพร้อมเครื่องยนต์ 4.0 ลิตร AJ6 ‘Sport’ spec ที่ใช้ใน XJ40 หรือเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร (ในปี 1992) รถยนต์รุ่นสุดท้ายเหล่านี้ได้ประโยชน์จากการพัฒนาตลอดกว่า 20 ปี และเป็นตัวแทนของสิ่งที่ดีที่สุดที่ Jaguar นำเสนอในตระกูล XJ-S
Jaguar XJ220 (1992-1994): สปอร์ตคาร์แห่งอนาคตที่มาพร้อมกับความท้าทาย
การออกแบบเริ่มต้นของ XJ220 ที่เปิดตัวใน British International Motor Show ปี 1998 เสนอรถแข่งที่ใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและเครื่องยนต์ V12 ที่เหมาะสำหรับ Group B racing แต่คู่แข่งหลักอย่าง Porsche 959 และ Ferrari F40 ได้นำเสนอเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จที่กะทัดรัดและทรงพลังกว่า
ด้วยความร่วมมือกับ Tom Walkinshaw Racing (TWR) Jaguar ตัดสินใจละทิ้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ซับซ้อนและหนักหน่วง และแทนที่เครื่องยนต์ V12 ที่มีปัญหาด้านกำลังการผลิต การปล่อยมลพิษ และความน่าเชื่อถือ ด้วยเครื่องยนต์ V6 Twin-turbocharged ขนาด 3.5 ลิตร เครื่องยนต์ V6 ขนาดกะทัดรัดนี้ช่วยลดฐานล้อ น้ำหนัก และเพิ่มกำลังและแรงบิด
เครื่องยนต์ V6 ที่จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ส่งกำลัง 542 แรงม้า และแรงบิด 475 ปอนด์-ฟุต ไปยังล้อหลัง ตามรายงานของ Motor Trend รถสปอร์ตที่สง่างามคันนี้สามารถเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 212 ไมล์ต่อชั่วโมง Jaguar XJ220 รุ่นใหม่นี้ทำสถิติเป็นรถโปรดักชั่นที่เร็วที่สุดในยุคนั้น แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ McLaren F1 จะเข้ามาครองวงการในช่วงกลางทศวรรษที่ 90
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพที่ทำลายสถิติและรูปลักษณ์ที่สง่างามนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้ซูเปอร์คาร์คันนี้ประสบความสำเร็จ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกและยอดขายที่ซบเซา Jaguar ผลิตและจำหน่าย XJ220 เพียง 282 คัน จากเป้าหมาย 350 คัน ระหว่างปี 1992 ถึง 1994 ปัจจุบัน Jaguar XJ220 มีราคาซื้อขายประมูลอยู่ที่ประมาณ 300,000 ถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ
Jaguar XK (1996-2014): การเดินทางอันหรูหราในยุคสมัยใหม่
Jaguar XK เป็นรถยนต์ Grand Touring หรูหรา 4 ที่นั่ง ผลิตตั้งแต่ปี 1996 ถึง 2014 (รุ่นปี 2015) รุ่นแรก หรือที่รู้จักในชื่อ XJX เข้ามาแทนที่ XJS และมีให้เลือกทั้งแบบคอนเวอร์ทิเบิลและคูเป้ จนถึงปี 2006
ในตอนแรก Jaguar นำเสนอทั้งสองรุ่นด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4 ลิตร ให้กำลัง 290 แรงม้า แต่ไม่กี่ปีต่อมาได้อัปเกรดเป็นเครื่องยนต์ V8 แบบซูเปอร์ชาร์จที่มีกำลัง 370 แรงม้า Car and Driver รายงานอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ที่ 5.9-6.0 วินาที เวลาควอเตอร์ไมล์ 14.4-14.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง
ตามสไตล์ Jaguar อันเป็นเอกลักษณ์ ภายในของ XKX ตกแต่งด้วยหนังทั้งหมด ประดับด้วยลายไม้ Burled Wood บนแผงหน้าปัด คอนโซลกลาง และคอนโซล ตัวรถยังมาพร้อมระบบ Cruise Control แบบปรับได้ และถุงลมนิรภัยด้านข้าง
แม้ว่า XK รุ่นแรกจะเป็น Grand Tourer ที่ยอดเยี่ยม แต่รุ่นที่สองที่เปิดตัวในปี 2007 ในรูปแบบคอนเวอร์ทิเบิลหลังคาผ้าใบ 2 ประตู และคูเป้ 2 ประตู ได้พัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการออกแบบตัวถังอลูมิเนียมที่เพรียวบาง วัสดุน้ำหนักเบาช่วยลดน้ำหนักของคูเป้ลง 200 ปอนด์ พร้อมเพิ่มความแข็งแรงของตัวถังขึ้น 30% คอนเวอร์ทิเบิลรุ่นใหม่เบากว่ารุ่นแรก 19% แต่มีความแข็งแรงบิดตัวเพิ่มขึ้น 50% การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ควบคู่ไปกับการบังคับเลี้ยวที่แม่นยำ ทำให้เกิดการขับขี่ที่ดุดันและคล่องแคล่วกว่าเดิม ภายในปี 2015 Jaguar XK ด้วยเส้นสายที่โค้งมน สไตล์อังกฤษแบบดั้งเดิม และกำลัง 385 แรงม้า ได้กลายเป็น Grand Touring Car ที่สมบูรณ์แบบ
Jaguar C-Type (1951-1953): รากฐานแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่
Jaguar C-Type ที่ผลิตระหว่างปี 1951 ถึง 1953 เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ พัฒนาต่อยอดมาจาก XK120 อันโด่งดัง ซึ่งมีจุดเด่นที่ความเร็วสูงสุด 120 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำให้เป็นรถโปรดักชั่นที่เร็วที่สุดในปี 1949
บริษัทรถสปอร์ตได้มอบตัวถังที่มีน้ำหนักเบาและอากาศพลศาสตร์ให้กับ C-Type ติดตั้งบนโครงสร้างแบบท่อ พร้อมกับใช้เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และช่วงล่างหน้าแบบเดียวกับ XK120 ตามข้อมูลของ Top Speed C-Type ที่ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ ให้กำลัง 210 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด สามารถเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 8.0 วินาที (ซึ่งน่าประทับใจมากสำหรับปี 1951) และทำความเร็วสูงสุด 140 ไมล์ต่อชั่วโมง
ตามแบบฉบับของรถแข่งน้ำหนักเบา ภายในของ C-Type จะพบกับอลูมิเนียมที่เปลือยเปล่า เบาะนั่ง 2 ตำแหน่ง และแผงหน้าปัดที่เรียบง่าย แสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขัน กระจกบังลมขนาดเล็กที่ไม่มีกรอบให้การป้องกันลมและเศษซากที่ปลิวกระเด็นด้วยความเร็วสูงได้อย่างจำกัด
รถแข่งคันนี้ชนะการแข่งขัน Le Mans 24 ชั่วโมง ถึงสองครั้ง และชนะการแข่งขัน Reims Grand Prix โดยมี Stirling Moss เป็นผู้ขับขี่ในปี 1952 ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของการใช้ดิสก์เบรกในรถแข่ง ซึ่งกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นปฏิบัติตาม
Jaguar ผลิต C-Type เพียง 53 คัน ระหว่างปี 1951 ถึง 1953 โดยมีราคา MSRP ประมาณ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน ราคาขายต่อสะท้อนถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์และความหายากของ C-Type ดั้งเดิม โดยมีการขายล่าสุดสูงถึง 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทหลายแห่งที่ผลิต C-Type Replica ของแท้สำหรับนักสะสมที่มีงบประมาณจำกัด
Jaguar XJR-15 (1990-1992): ซูเปอร์คาร์ที่เน้นสมรรถนะสูงสุด
Jaguar XJR-15 มีรากฐานมาจากรถยนต์ต้นแบบที่เรียกว่า Project R9R โดย Jaguar Sport และ Tom Walkinshaw Racing (TWR) ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อทดสอบความทนทานของตัวถังพลาสติกและคาร์บอนไฟเบอร์ที่ความเร็วสูง
โดยการนำส่วนประกอบทางกลจาก Jaguar XJR-9 ผู้ชนะ Le Mans มาใช้ ซูเปอร์คาร์คันนี้มีโครงสร้างแบบ Monocoque “Tub” ตรงกลาง และตัวถังตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ออกแบบโดย Peter Stevens ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการออกแบบ McLaren F1
เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร ที่ทำจากอลูมิเนียม พร้อมเพลาข้อเหวี่ยง Cosworth, ก้านสูบ, ลูกสูบอะลูมิเนียม และระบบหัวฉีด Zytec ให้กำลัง 450 แรงม้า และแรงบิด 4500 ปอนด์-ฟุต การใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์อย่างกว้างขวางส่งผลให้ซูเปอร์คาร์คันนี้มีน้ำหนักเพียง 1,050 กิโลกรัม
น้ำหนักเบาและเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ผนวกกันส่งรถให้เร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 3.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 215 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่างแบบรถแข่ง ประกอบด้วย A-arms, โช้คอัพแบบ Pushrod-spring ด้านหน้า, สปริงขดด้านหลัง และดิสก์เบรกสำหรับการหยุดรถ มอบลักษณะการควบคุมที่ยอดเยี่ยมและความน่าเชื่อถือที่ผ่านการพิสูจน์ในสนามแข่ง
Jaguar ประกาศเปิดตัว XJR-15 ในเดือนพฤศจิกายน 1990 และผลิตรถคันนี้ที่ Jaguar Sport ใน Coventry ประเทศอังกฤษ จนถึงปี 1992 ผู้ผลิตรถสปอร์ตสัญชาติอังกฤษคันนี้ผลิตซูเปอร์คาร์เพียง 53 คัน โดยมีราคาขายมากกว่า 900,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน แม้ว่า Jaguar จะสร้างรถบางรุ่นสำหรับการแข่งขันระดับมืออาชีพ (ในปี 1991 รถ 16 คันลงแข่งที่ Monaco ในรายการ Jaguar Sport Intercontinental Challenge) แต่รถทุกคันปัจจุบันเป็นของเอกชน
SS Jaguar 100 (1935-1938): ต้นกำเนิดแห่งความเร็วของ Jaguar
ในช่วงต้นปี 1935 Jaguar เปิดตัว SS90 สู่ตลาดที่มีรถ Drophead Coupés และ Saloons มากมาย แต่มีรถสองที่นั่งน้อยมาก แม้รถสปอร์ตแบบเปิดประทุนคันนี้จะดูสวยงาม แต่ก็ขาดสมรรถนะที่โดดเด่น โดยใช้เครื่องยนต์ 6 สูบแบบ Side-valve เดียวกับ SS1 Saloon Jaguar ขายได้เพียง 23 คัน
ในเดือนกันยายน 1935 เมื่อ Jaguar ประกาศเปิดตัว SS100 พร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบ 2.5 ลิตร พร้อมวาล์วเหนือฝาสูบ ให้กำลัง 102 แรงม้า และความเร็วสูงสุด 94 ไมล์ต่อชั่วโมง หลายคนถือว่าเป็นรถสปอร์ต Jaguar คันแรกที่แท้จริง ต่อมา SS100 เร็วขึ้นอีกเมื่อติดตั้งเครื่องยนต์ 6 สูบ 3.5 ลิตร แบบ Naturally Aspirated พร้อมคาร์บูเรเตอร์ SU แบบคู่ ให้กำลัง 125 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด ส่งผลให้ทำความเร็วสูงสุด 101 ไมล์ต่อชั่วโมง ตามรายงานของ Supercars.net รถสปอร์ตคันนี้เร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 10.8 วินาที ด้วยราคา 395 ปอนด์ (2,524.70 ดอลลาร์สหรัฐ) รถสปอร์ตคันนี้กลายเป็นรถยนต์ที่ถูกที่สุดในอังกฤษที่สามารถทำความเร็วเกิน 100 ไมล์ต่อชั่วโมง
SS100 มีรูปลักษณ์คล้ายกับรุ่นก่อน ยกเว้นรายละเอียดเล็กน้อยบางประการ รวมถึงไฟหน้า Lucas de Luxe ขนาดใหญ่ และกระจังหน้าที่ออกแบบใหม่พร้อมตรา “SS Jaguar” ติดอยู่ Jaguar ได้เพิ่มล้อ Dunlop ขนาด 15 นิ้ว แบบ Splined Center-lock และเบรกดรัมแบบ Girling ที่ควบคุมด้วยก้านสูบ ทำงานด้วยแป้นเหยียบหรือเบรกมือ (ตามข้อมูลจาก Carfolio)
ในช่วงที่ผลิตตั้งแต่ปี 1935 ถึง 1938 Jaguar ผลิตรถยนต์ 2.5 ลิตร จำนวน 191 คัน และรุ่น 3.5 ลิตร อีก 118 คัน ในปี 1938 และ 1939 เมื่อเร็วๆ นี้ SS100 ปี 1935 คันหนึ่งถูกตั้งราคาขายไว้ที่มากกว่า 425,000 ดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงจาก Hot Cars)
Jaguar XJR-X300 (1994-1997): ความลงตัวของความสปอร์ตและความหรูหรา
ออกแบบตามประเพณีของ Jaguar ที่เน้นเส้นสายที่เพรียวบางและความหรูหราอันเป็นเลิศ XJR-X300 เปิดตัวในปี 1994 ในงาน Paris Motor Show แสดงให้เห็นถึงสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยความสูงที่ต่ำและฝากระโปรงท้ายที่ลาดลง กระจังหน้าแบบตะแกรงโครเมียมที่ไม่มีซี่แนวตั้งแบบคลาสสิก และไฟหน้าทรงกลมสี่ดวง มอบรูปลักษณ์ที่ดูดุดันและน่าเกรงขามกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่
ภายในห้องโดยสารมีพื้นที่ศีรษะที่ไม่เพียงพอสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่สูงเกิน 6 ฟุต แต่เบาะนั่งที่ติดตั้งต่ำช่วยชดเชยและทำให้ผู้โดยสารรู้สึกราวกับกำลังนั่งอยู่ในรถสปอร์ต การตกแต่งด้วยลายไม้มากมายและหนังที่นุ่มสบาย อาจทำให้หลายคนเชื่อว่า Jaguar ให้ความสำคัญกับสมรรถนะน้อยลงในการออกแบบรถคันนี้
อย่างไรก็ตาม XJR-X300 มีสมรรถนะที่ดีกว่ารถยนต์หรูทั่วไป เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง 4.0 ลิตร แบบซูเปอร์ชาร์จ ให้กำลัง 320 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ ZF 4 สปีด แบบ “J-change” ส่งให้ Jaguar เร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาไม่ถึง 6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่าง Computer Active Technology Suspension (CATS) ปรับแอมป์ของโช้คอัพอย่างต่อเนื่องตามสภาพถนนและความเร็วของรถ ทำให้ Jaguar มีการควบคุมที่เหนือกว่า
แม้ว่า XJR จะมีรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่ สมรรถนะที่แข่งขันได้ และการควบคุมที่ยอดเยี่ยม คุณสมบัติที่ดีที่สุดของซีดานคันนี้อาจเป็นความน่าเชื่อถือ รถคันนี้ได้รับอันดับสองในการสำรวจคุณภาพเบื้องต้นของ J.D. Power ทำให้เป็นหนึ่งใน Jaguar ที่ดีที่สุดและน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา
Jaguar XE SV Project 8 (2017-2019): พลังดิบที่ซ่อนอยู่ในร่างซีดาน
Jaguar XE SV Project 8 ดูเหมือนรถที่ออกแบบมาเพื่อวิ่งบนถนนมากกว่าสนามแข่ง แม้แต่ตัวถังที่ได้รับการตกแต่ง สปลิตเตอร์หน้า และปีกหลังขนาดใหญ่ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะโน้มน้าวผู้สังเกตการณ์ทั่วไปว่ารถยนต์ซีดาน 4 ประตู 4 ที่นั่งคันนี้เป็นเพียงแค่รถธรรมดา
แต่ Jaguar คันนี้คือผู้สร้างสถิติที่น่าทึ่ง มันทำลายสถิติรถซีดาน 4 ประตูที่เร็วที่สุดในสนาม Nürburgring ด้วยเวลา 7:21.23 ซึ่งเร็วกว่า Alfa Romeo Giulia Quadrifoglio ที่เคยทำสถิติเดิมถึง 11 วินาที เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ WeatherTech Laguna Seca นักแข่งรถ MotorTrend อย่าง Randy Pobst ได้สร้างสถิติใหม่สำหรับรถซีดานโปรดักชั่นด้วยเวลา 1:37.54 แซงหน้า 1:38.52 ที่ทำไว้โดย Cadillac CTS-V ปี 2016
ภายใต้ฝากระโปรงที่ดูสงบนิ่ง XE SV Project 8 ซ่อนเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร แบบ DOHC 32 วาล์ว พร้อมซูเปอร์ชาร์จและอินเตอร์คูลเลอร์ ตัวเสื้อสูบและฝาสูบทำจากอลูมิเนียม พร้อมระบบหัวฉีดตรง ให้กำลัง 592 แรงม้า ที่ 6500 รอบต่อนาที และแรงบิด 516 ปอนด์-ฟุต ที่ 3500 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ขนาดมหึมาส่งกำลังทั้งหมดผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมดการเปลี่ยนเกียร์แบบแมนนวล ไปยังล้อทั้งสี่
Project 8 ที่มาพร้อมส่วนประกอบคาร์บอนไฟเบอร์และเครื่องยนต์อันทรงพลัง คือรถยนต์ที่ให้สมรรถนะสูงสุดของ Jaguar บนท้องถนนจนถึงปัจจุบัน ในการทดสอบอัตราเร่งของ Motor Trend XE SV Project 8 สามารถเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 3.2 วินาที และทำเวลาควอเตอร์ไมล์ 11.4 วินาที ที่ความเร็ว 122 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้จะมีคุณสมบัติเทียบเท่ารถแข่ง Project 8 ก็ยังคงเป็นรถยนต์ที่สะดวกสบายและใช้งานได้จริงบนท้องถนน ด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงตาม EPA ที่ประมาณ 16/22 ไมล์ต่อแกลลอน (ในเมือง/ทางหลวง)
Jaguar S-Type (1963-1968): การทดลองที่น่าสนใจในด้านการควบคุม
Jaguar มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการออกแบบและผลิตรถยนต์ที่สวยงามที่สุดในโลก ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับนักเลงรถ แม้ก่อนที่ผู้ผลิตรถยนต์สุดหรูจะเปิดเผยรูปทรงและสไตล์ของรุ่นใหม่ หรือการทดสอบขับขี่จะยืนยันสมรรถนะระดับสูง เมื่อเปิดตัวออกมา ผู้ที่ชื่นชอบมักจะชื่นชมในรูปแบบที่เป็นนวัตกรรมและศิลปะ แม้ว่าสมรรถนะอาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
Jaguar S-Type ปี 1963 ถือเป็นข้อยกเว้น
รถยนต์รุ่นนี้ที่เข้ามาแทนที่ MK2 อันเป็นไอคอน ดูเหมือนจะเป็นการผสมผสานที่สับสนระหว่างรูปแบบตัวถัง Jaguar ที่เป็นที่นิยม ด้านหน้า S-Type ได้รับการยืมส่วนหัวมาจาก MK2 แต่มีเส้นหลังคาที่แบนกว่าอย่างชัดเจน บังโคลนหน้าใหม่ติดตั้งไฟหน้าแบบ Hooded เหนือกันชนที่บางลง สไตล์ด้านหลังมาจาก MK X ทำให้ซีดานผู้บริหารมีพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวาง นักวิจารณ์อ้างว่า Jaguar รุ่นใหม่ดูเหมือนโครงการที่ออกแบบอย่างเร่งรีบ
แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ดูไม่สง่างาม คุณสมบัติที่ทำให้ Jaguar คันนี้เป็นหนึ่งในรุ่นที่ดีที่สุดและเหนือกว่า MK2 ในทางกลไกคือเพลาหลังและระบบช่วงล่างอิสระแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งนำมาจาก E-Type โดยตรง S-Type ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ให้กำลัง 210 แรงม้า แรงบิด 215 ปอนด์-ฟุต ซีดานคันนี้สามารถเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 9.3 วินาที (ตามข้อมูลจาก Automobile-Catalog) ทำเวลาควอเตอร์ไมล์ 17.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 124 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วย S-Type Jaguar ได้สร้างรถยนต์ที่มีสมรรถนะปานกลาง รูปลักษณ์ที่ไม่โดดเด่น แต่มีลักษณะการควบคุมที่น่าภาคภูมิใจ
Jaguar F-Type (2014-ปัจจุบัน): สปอร์ตคาร์ร่วมสมัยที่สืบทอดจิตวิญญาณ
Jaguar F-Type เป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ทันสมัย พร้อมคุณสมบัติและสมรรถนะที่สามารถแข่งขันได้กับรถยนต์ในระดับเดียวกันและช่วงราคา เช่น Porsche 718 Boxster, Porsche 718 Cayman และ Chevy Corvette
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Jaguar F-Type แตกต่างจากคู่แข่ง และทำให้เป็นหนึ่งในรถยนต์ Jaguar ที่ดีที่สุดตลอดกาล คือตำแหน่งของเครื่องยนต์ที่อยู่ด้านหน้าคนขับ แทนที่จะอยู่ด้านหลัง
เมื่อ Jaguar เปิดตัว F-Type สำหรับปีรุ่น 2014 มันคือรถสปอร์ตแท้ๆ คันแรกของบริษัทนับตั้งแต่ E-Type อันโดดเด่น ในปีก่อนๆ Jaguar นำเสนอรถสปอร์ต 2 ที่นั่ง พร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบมาตรฐาน และเครื่องยนต์ V6 ซูเปอร์ชาร์จที่เป็นออปชั่น สำหรับรุ่นปี 2022 F-Type มีให้เลือกเฉพาะเครื่องยนต์ V8 เท่านั้น
ในบรรดาทริม 3 แบบ ได้แก่ R, P450, และ P450 R-Dynamic แม้แต่รุ่น P450 ที่มีกำลังน้อยที่สุด ก็มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ซูเปอร์ชาร์จ 5.0 ลิตร ให้กำลัง 444 แรงม้า รุ่น P450 มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลังเป็นมาตรฐาน, ดิสก์เบรกขนาดใหญ่พิเศษ, ล้อขนาด 20 นิ้ว และระบบไอเสียแบบ Active ส่วน P450 R-Dynamic มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ตามข้อมูลของ Jaguar ไม่ว่าจะในรูปแบบ RWD หรือ AWD, F-TYPE P450 สามารถเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 4.4 วินาที ที่คล่องแคล่ว และทำความเร็วสูงสุด 177 ไมล์ต่อชั่วโมง
Jaguar F-Type ทั้งสามทริมมีให้เลือกทั้งแบบ Coupe และ Convertible แม้แต่ละรุ่นจะมีข้อดี แต่รุ่นคอนเวอร์ทิเบิลอาจให้ความเพลิดเพลินมากที่สุด ด้วยการเปิดเผยเสียงคำรามของเครื่องยนต์ V8 อันทรงพลังอย่างเต็มที่แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
บทสรุป: มรดกที่ยังมีลมหายใจ
Jaguar ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นแบรนด์ที่ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์รถยนต์ที่สวยงาม แต่ยังเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะโดดเด่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรม ตั้งแต่ยุคบุกเบิกของ XK120 และ E-Type ไปจนถึงซูเปอร์คาร์อย่าง XJ220 และรถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง F-Type แต่ละรุ่นล้วนมีเรื่องราวและคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของรถยนต์สัญชาติอังกฤษที่ผสมผสานความหรูหรา ความสง่างาม และสมรรถนะที่เร้าใจ การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และรุ่นเด่นๆ เหล่านี้ คือก้าวแรกที่สำคัญ
อย่ารอช้า! หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่สะท้อนถึงรสนิยมอันสูงส่ง ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น และมรดกอันยาวนาน สำรวจโลกแห่ง Jaguar ที่เรานำเสนอ และค้นหารถยนต์ในฝันของคุณที่จะพาคุณไปสู่อีกระดับของการเดินทาง