พาร์ต 2 อยู่ด้านล่าง 👇
สุดยอด 15 รถยนต์จากัวร์ตลอดกาล: การเดินทางแห่งประวัติศาสตร์ ดีไซน์ และสมรรถนะเหนือระดับ
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมมานานกว่าทศวรรษ ผมได้ประจักษ์ถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์รถยนต์ระดับตำนานอย่างจากัวร์ (Jaguar) ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทั้งความสำเร็จอันรุ่งโรจน์และความท้าทายที่ต้องฟันฝ่า ตลอดระยะเวลากว่าศตวรรษ แบรนด์จากัวร์ได้สร้างสรรค์ยานยนต์ที่มิใช่เพียงพาหนะ แต่เป็นงานศิลปะที่ขับเคลื่อนได้ ผสมผสานความหรูหราเข้ากับสมรรถนะอันเร้าใจ จนกลายเป็นที่ยอมรับในระดับสากล บทความนี้จะพาคุณย้อนรอยไปสำรวจ 15 สุดยอดรถยนต์จากัวร์ตลอดกาล ที่ได้ฝากชื่อเสียงและตำนานไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์โลก
จุดเริ่มต้นแห่งตำนาน: จาก Swallow Sidecar สู่ Jaguar Cars
ประวัติศาสตร์ของจากัวร์เริ่มต้นอย่างไม่ธรรมดา โดยมีรากฐานมาจากบริษัท Swallow Sidecar Company ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1922 เดิมทีบริษัทแห่งนี้มุ่งเน้นการผลิตรถพ่วงข้างสำหรับมอเตอร์ไซค์ ก่อนจะขยายขอบเขตมาสู่การออกแบบตัวถังรถยนต์นั่ง การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ S. S. Cars Limited ที่ได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Jaguar Cars ในปี 1945 นับเป็นการถือกำเนิดของแบรนด์ที่เรารู้จักในปัจจุบัน
เส้นทางการเติบโตของจากัวร์มิได้ราบเรียบนัก ในปี 1966 บริษัทได้ควบรวมกิจการกับ British Motor Corporation (BMC) กลายเป็น British Motor Holdings (BMH) และต่อมาในปี 1968 ได้ผนึกกำลังกับ Leyland Motor Corporation กลายเป็น British Leyland ยุคแห่งการรวมกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความแข็งแกร่งท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในอุตสาหกรรมยานยนต์
จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อจากัวร์สามารถแยกตัวออกจาก British Leyland และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในฐานะบริษัทอิสระ กระทั่งในปี 1990 ฟอร์ด (Ford) ได้เข้าซื้อกิจการ ซึ่งเป็นการเปิดศักราชใหม่ภายใต้การบริหารของค่ายรถยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา และในปี 2013 จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ ลิมิเต็ด (Jaguar Land Rover Limited) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการจากการรวมกิจการระหว่าง Jaguar Cars และ Land Rover ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ดูแลการออกแบบและผลิตรถยนต์ทั้งสองแบรนด์ในปัจจุบัน
แม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ จากัวร์ได้สร้างสรรค์รถสปอร์ตที่งดงามและทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ ความงดงามของการออกแบบจากัวร์นั้นโดดเด่นถึงขั้นที่ Enzo Ferrari เคยกล่าวไว้ ณ งาน Geneva Auto Show ปี 1961 ว่า Jaguar E-Type คือ “รถยนต์ที่สวยที่สุดในโลก” แม้คำกล่าวอ้างนี้จะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของจากัวร์ได้เป็นอย่างดี
15 สุดยอดรถยนต์จากัวร์ตลอดกาล: สัญลักษณ์แห่งความเร็วและความสง่างาม
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองมรดกอันล้ำค่านี้ เราได้รวบรวม 15 สุดยอดรถยนต์จากัวร์ตลอดกาล ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ เทคโนโลยี และศิลปะการออกแบบที่เหนือกว่าใคร:
Jaguar E-Type (1961-1975): “ความงามที่สมบูรณ์แบบ”
เมื่อพูดถึงรถสปอร์ตในตำนาน ชื่อของ Jaguar E-Type ต้องถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับแรก ด้วยเส้นสายอันลู่ลม ความสง่างาม และสมรรถนะที่น่าทึ่ง E-Type ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ แต่เป็นผลงานศิลปะที่เคลื่อนที่ได้ การเปิดตัวในปี 1961 สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกยานยนต์ ด้วยการออกแบบที่แตกต่างจากรถคันอื่นในยุคสมัยอย่างสิ้นเชิง
E-Type ถูกนำเสนอในหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบสองที่นั่งคูเป้ (Coupé Grand Tourer) และแบบเปิดประทุน (Convertible) ต่อมาจึงได้เพิ่มรุ่น 2+2 Coupé ที่มีฐานล้อยาวขึ้น ได้รับการยกย่องอย่างสูงในด้านความงาม โดยนิตยสาร Sports Car International ยกให้เป็นอันดับหนึ่งในรายชื่อ “สุดยอดรถสปอร์ตแห่งทศวรรษ 1960” และ The Daily Telegraph ยังจัดอันดับให้เป็น “100 รถยนต์ที่สวยที่สุดตลอดกาล”
นอกเหนือจากความงาม E-Type ยังเป็นที่รู้จักในด้านสมรรถนะและการควบคุมอันยอดเยี่ยม โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องยนต์ 3.8 ลิตร Inline-six ที่ให้กำลัง 260 แรงม้า ไปจนถึงเครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.3 ลิตรในรุ่น Series 3 ที่ทรงพลังถึง 314 แรงม้า อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงทำได้ในเวลาเพียง 7.2 วินาที (สำหรับรุ่น 4.2 ลิตร) และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 150 ไมล์ต่อชั่วโมง การใช้เทคโนโลยีจากรถแข่ง เช่น โครงสร้างตัวถังแบบ Monocoque และระบบช่วงล่างอิสระทั้งหน้าและหลัง ทำให้ E-Type เป็นรถที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นอย่างแท้จริง
Jaguar XK120 (1948-1954): “จุดประกายแห่งยุคหลังสงคราม”
หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง Jaguar ได้เปิดตัว XK120 ในปี 1948 ซึ่งถือเป็นรถสปอร์ตคันแรกของแบรนด์ในยุคหลังสงคราม ด้วยดีไซน์สองที่นั่งแบบเปิดประทุน (Roadster) ที่ยังคงความสวยงามจนถึงปัจจุบัน XK120 มาพร้อมเครื่องยนต์ 3.4 ลิตร 6 สูบ พร้อมเทคโนโลยี Twin Overhead Camshafts ที่ให้กำลัง 160 แรงม้า และได้พัฒนาเป็น 210 แรงม้าในรุ่นปี 1954
ในยุคสมัยนั้น XK120 สร้างสถิติด้วยความเร็วสูงสุด 124.6 ไมล์ต่อชั่วโมง (จึงเป็นที่มาของชื่อรุ่น) และอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 10 วินาที ซึ่งถือว่าน่าประทับใจมาก การผลิตในรุ่นแรกใช้โครงสร้างตัวถังไม้และแผงอะลูมิเนียมที่ผลิตด้วยมือ ในขณะที่รุ่นแข่งจะใช้อะลูมิเนียมน้ำหนักเบากว่า พร้อมกระจกบังลมที่ถอดออกได้และเครื่องยนต์ที่แรงขึ้น
XK120 ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาให้พัฒนารถสปอร์ตสองที่นั่งของตนเอง เช่น Chevrolet Corvette แม้จะตั้งเป้าผลิตเพียง 200 คัน แต่ความต้องการที่ล้นหลามทำให้มีการผลิตกว่า 12,000 คัน และส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก การครอบครอง XK120 ในสภาพดั้งเดิมวันนี้ถือเป็นความท้าทาย และมีราคาสูงกว่า 150,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
Jaguar Mark 2 (1959-1967): “สปอร์ตซีดานผู้พิทักษ์และอาชญากร”
Jaguar Mark 2 เป็นรถยนต์ซีดานขนาดกลางหรูหรา 4 ประตู ที่เข้ามาแทนที่ Mark 1 อันโด่งดัง Mark 2 กลายเป็นสปอร์ตซีดานอังกฤษที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง มักปรากฏตัวในภาพยนตร์แอ็คชั่นฉากไล่ล่าในฐานะรถของทั้งตำรวจและอาชญากร การผสมผสานระหว่างสมรรถนะ การควบคุมที่ตอบสนอง และความหรูหราภายในห้องโดยสาร ทำให้ Mark 2 เป็นที่ต้องการของนักสะสมรถคลาสสิก
การปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอกของ Mark 2 ประกอบด้วยเสาประตูที่บางลง กระจกบานใหญ่ขึ้น กระจังหน้าที่กว้างขึ้น และส่วนท้ายที่ออกแบบใหม่ ภายในได้รับการตกแต่งใหม่ด้วยแผงหน้าปัดที่ทันสมัย เบาะนั่งปรับเอนได้พร้อมโต๊ะพับสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และระบบทำความร้อนที่พัฒนาขึ้น ระบบช่วงล่างที่กว้างขึ้น (Wide-track rear suspension) ช่วยแก้ปัญหาอาการโคลงเคลงที่พบใน Mark 1 ขณะที่การออกแบบปีกนกด้านหน้าแบบใหม่ช่วยให้การควบคุมรถในโค้งแม่นยำยิ่งขึ้น
Mark 2 มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 ขนาด: 2.4 ลิตร (120 แรงม้า), 3.4 ลิตร และ 3.8 ลิตร (220 แรงม้า) รุ่น 3.8 ลิตร ให้แรงบิด 240 ปอนด์-ฟุตที่ 3,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด (เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดเป็นทางเลือก) อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงทำได้ใน 8.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 125 ไมล์ต่อชั่วโมง
Jaguar D-Type (1954-1957): “เจ้าแห่งสนาม Le Mans”
Jaguar D-Type คือรถแข่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะการคว้าชัยชนะในการแข่งขัน Le Mans 24 ชั่วโมง ถึง 3 ปีซ้อน (1955, 1956, 1957) D-Type พัฒนาต่อยอดมาจาก C-Type แต่มีการปรับปรุงโครงสร้างและอากาศพลศาสตร์อย่างมาก ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร Twin-cam Inline-6 เช่นเดียวกับ XK120 และ C-Type
ในรุ่นปี 1954 เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ของ D-Type ให้กำลัง 245 แรงม้า และสามารถเพิ่มเป็นเกือบ 300 แรงม้าได้ในภายหลัง อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงทำได้ใน 4.7 วินาที และความเร็วสูงสุด 167.8 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วยเครื่องยนต์ 245 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด
สิ่งที่ทำให้ D-Type มีเอกลักษณ์คือการใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Monocoque ที่ทำจากแผงอะลูมิเนียมที่รับน้ำหนัก (stressed aluminum body panels) ซึ่งเป็นหนึ่งในรถยนต์ยุคแรกๆ ที่ใช้เทคโนโลยีนี้ โดยต้นแบบบางส่วนใช้แมกนีเซียม แต่เปลี่ยนมาใช้อะลูมิเนียมด้วยเหตุผลด้านต้นทุน
ลักษณะเด่นที่สะดุดตาที่สุดของ D-Type คือครีบหลังคา (rear fin) ด้านหลังคนขับ ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาในรถสเปก Le Mans เพื่อเพิ่มเสถียรภาพที่ความเร็วสูง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถทำความเร็วได้เกิน 180 ไมล์ต่อชั่วโมงบนทางตรง Mulsanne Straight
Jaguar XKSS (1957): “ซูเปอร์คาร์รุ่นแรกของโลก”
หลังจากประสบความสำเร็จในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับนานาชาติ รวมถึงชัยชนะที่ Le Mans Jaguar ได้ตัดสินใจถอนตัวออกจากวงการแข่งรถเพื่อมุ่งเน้นการผลิตรถยนต์ถนน ในขณะนั้น มีรถ D-Type ที่สร้างค้างไว้ 25 คัน (9 คันถูกไฟไหม้) แทนที่จะละทิ้งโครงสร้างเดิม Jaguar ได้ตัดสินใจสร้างรถยนต์ที่ใช้งานบนถนนได้จาก D-Type โดยการปรับเปลี่ยนตัวถังเล็กน้อย ทำให้กำเนิด “ซูเปอร์คาร์รุ่นแรกของโลก” หรือ Jaguar XKSS ขึ้น
การปรับเปลี่ยนที่สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มประตูฝั่งผู้โดยสาร กระจกบังลมกรอบโครเมียม และกระจกข้างเพื่อป้องกันลมขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง หลังคาแบบพับได้ และกันชนหน้า-หลังแบบโครเมียม การถอดครีบหลังคาอันเป็นเอกลักษณ์ของ D-Type ออก ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์ที่สำคัญ
XKSS ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร จาก D-Type ให้กำลัง 262 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงทำได้ใน 6.8 วินาที และความเร็วสูงสุด 159 ไมล์ต่อชั่วโมง
ในปี 2016 Jaguar ได้ประกาศจะผลิต XKSS ให้ครบ 25 คันตามจำนวนที่ตั้งใจไว้เดิม โดยผลิตรุ่น “Continuation” ขึ้นมา แต่ถึงกระนั้น รถยนต์รุ่นนี้ก็ยังมีราคาสูงมาก โดยในปี 2020 Jaguar XKSS Continuation ปี 1957 คันหนึ่งถูกขายไปในราคา 1,985,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
Jaguar XJ-S (1975-1996): “ทายาทผู้ยิ่งใหญ่แห่ง E-Type”
เมื่อ Jaguar เปิดตัว XJ-S ในปี 1975 รถยนต์รุ่นนี้ได้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการสืบทอดตำแหน่งต่อจาก E-Type รถสปอร์ตอังกฤษที่งดงามที่สุดคันหนึ่ง แม้ E-Type จะยังคงเป็นที่รักของแฟนๆ แต่ก็เริ่มล้าสมัยเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีของคู่แข่ง XJ-S ได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิจารณ์และผู้บริโภค ด้วยการเป็นรถ Grand Tourer สุดหรูที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
Jaguar ผลิต XJ-S นานกว่าสองทศวรรษ และแม้ในช่วงแรกยอดขายจะไม่ดีนัก (เพียง 1,000 คันในปี 1980) แต่รุ่นนี้ก็กลายเป็น Jaguar ที่ประสบความสำเร็จที่สุด ด้วยยอดผลิตรวมกว่า 98,000 คัน ทำลายสถิติของ E-Type
XJ-S เปิดตัวในรูปแบบ Fastback Coupé โดย Jaguar ยังคงชะลอการผลิตรุ่น Convertible ออกไปถึง 13 ปี เนื่องจากข้อกำหนดด้านสุขภาพและความปลอดภัยในทศวรรษ 1970 ตลอดระยะเวลาการผลิตที่ยาวนาน Jaguar ได้นำเสนอเครื่องยนต์แบบ 6 และ 12 สูบหลากหลายรุ่น สำหรับรุ่นปี 1996 แบบ 2 ประตู Fastback Coupé พร้อมเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6 ลิตร ให้กำลัง 298 แรงม้า สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 6.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 162 ไมล์ต่อชั่วโมง
ในปี 1991 Jaguar ได้ปรับปรุงรูปลักษณ์ของ XJ-S ให้ดูเรียบหรูขึ้น และเปลี่ยนชื่อเป็น XJS โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ 4.0 ลิตร AJ6 ‘Sport’ หรือเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร (ในปี 1992) รุ่นสุดท้ายนี้ถือเป็นการพัฒนาที่สมบูรณ์แบบที่สุดของตระกูล XJ-S
Jaguar XJ220 (1992-1994): “ซูเปอร์คาร์แห่งความฝันที่ต้องเผชิญความจริง”
การออกแบบเริ่มต้นของ Jaguar XJ220 ที่เปิดตัวในปี 1988 ณ งาน British International Motor Show นั้น วางแผนให้เป็นรถแข่งขับเคลื่อนสี่ล้อ พร้อมเครื่องยนต์ V12 ที่เหมาะสมกับการแข่งขัน FIA Group B อย่างไรก็ตาม คู่แข่งหลักอย่าง Porsche 959 และ Ferrari F40 ได้นำเสนอเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จขนาดกะทัดรัดที่ให้กำลังสูงกว่าและน้ำหนักเบากว่า
ด้วยความร่วมมือกับ Tom Walkinshaw Racing (TWR) Jaguar ได้ตัดสินใจละทิ้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ซับซ้อนและหนักเกินไป และแทนที่เครื่องยนต์ V12 ซึ่งมีปัญหาด้านกำลัง การปล่อยมลพิษ และความน่าเชื่อถือ ด้วยเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบคู่ ขนาด 3.5 ลิตร เครื่องยนต์ V6 รุ่นใหม่นี้ช่วยลดระยะฐานล้อ ลดน้ำหนัก เพิ่มสมรรถนะ และแรงบิด เครื่องยนต์ V6 จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ให้กำลัง 542 แรงม้า และแรงบิด 475 ปอนด์-ฟุต ส่งกำลังสู่ล้อหลัง
ตามรายงานของ Motor Trend รถสปอร์ตดีไซน์สง่างามคันนี้สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ใน 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 212 ไมล์ต่อชั่วโมง XJ220 สร้างสถิติเป็นรถยนต์โปรดักชันที่เร็วที่สุดในยุคนั้น แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ McLaren F1 จะเข้ามาทำลายสถิติไป
อย่างไรก็ตาม สถิติอันน่าทึ่งและรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เพียงพอที่จะทำให้ซูเปอร์คาร์คันนี้ประสบความสำเร็จ ตลาดที่ซบเซาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ทำให้ Jaguar ผลิตและจำหน่าย XJ220 ได้เพียง 282 คัน จากแผนการผลิต 350 คัน ในช่วงปี 1992-1994 ปัจจุบัน XJ220 มีราคาสูงถึง 300,000-500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในการประมูล
Jaguar XK (1996-2014): “การผสมผสานความหรูหราและสปอร์ต”
Jaguar XK คือรถยนต์ Grand Touring แบบ 4 ที่นั่งหรูหรา ผลิตระหว่างปี 1996 ถึง 2014 (รุ่นปี 2015) โมเดลรุ่นแรก หรือที่รู้จักในชื่อ X100 แทนที่ XJS และมีให้เลือกทั้งแบบ Convertible และ Coupé จนถึงปี 2006 ในช่วงแรก Jaguar เสนอเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ให้กำลัง 290 แรงม้า ก่อนจะอัปเกรดเป็นเครื่องยนต์ Supercharged ที่มีกำลัง 370 แรงม้า Car and Driver รายงานอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 5.9-6.0 วินาที และความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง
เอกลักษณ์ของ XK คือห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยหนังแท้และลายไม้ Burled Wood ที่หรูหรา ซึ่งมักสงวนไว้สำหรับรถซีดานขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบ Adaptive Cruise Control และถุงลมนิรภัยด้านข้าง
แม้ XK รุ่นแรกจะเป็น Grand Tourer ที่ยอดเยี่ยม แต่รุ่นที่สองซึ่งเปิดตัวในปี 2007 ในรูปแบบ Convertible หลังคาอ่อน 2 ประตู และ Coupé 2 ประตู ได้รับการออกแบบใหม่หมดจด ด้วยตัวถังอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ซึ่งช่วยลดน้ำหนักตัวถังลง 200 ปอนด์ และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้าง 30% การเปลี่ยนแปลงนี้ ประกอบกับการบังคับเลี้ยวที่แม่นยำ ทำให้ XK รุ่นที่สองมีสมรรถนะการขับขี่ที่ดุดันและคล่องแคล่วมากขึ้น
จนถึงปี 2015 Jaguar XK ด้วยเส้นสายอันพลิ้วไหว สไตล์อังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์ และเครื่องยนต์ 385 แรงม้า ได้กลายเป็นนิยามของรถยนต์ Grand Touring ที่สมบูรณ์แบบ
Jaguar C-Type (1951-1953): “ต้นแบบแห่งชัยชนะ”
Jaguar C-Type ที่ผลิตระหว่างปี 1951 ถึง 1953 ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ โดยพัฒนาต่อยอดมาจาก XK120 ซึ่งเป็นรถที่เร็วที่สุดในโลกในปี 1949 C-Type มาพร้อมตัวถังน้ำหนักเบาตามหลักอากาศพลศาสตร์ ติดตั้งบนโครงสร้างแบบ Tube-frame chassis และใช้เครื่องยนต์ ระบบเกียร์ และระบบกันสะเทือนหน้าแบบเดียวกับ XK120
ตามรายงานของ Top Speed C-Type ที่ใช้เครื่องยนต์ Inline-6 ให้กำลัง 210 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ใน 8.0 วินาที (น่าประทับใจมากสำหรับปี 1951) และทำความเร็วสูงสุด 140 ไมล์ต่อชั่วโมง
ภายในห้องโดยสารของ C-Type ที่เน้นความเป็นรถแข่ง ประกอบด้วยเบาะนั่งสองที่นั่งและแผงหน้าปัดที่เรียบง่าย กระจกบังลมขนาดเล็กให้การป้องกันลมเพียงเล็กน้อย
C-Type ชนะการแข่งขัน Le Mans 24 ชั่วโมงถึงสองครั้ง และชนะการแข่งขัน Reims Grand Prix โดยมี Stirling Moss เป็นผู้ขับในปี 1952 ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งแรกของรถที่ใช้ระบบเบรกดิสก์ ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ตาม
Jaguar ผลิต C-Type เพียง 53 คัน ตั้งแต่ปี 1951 ถึง 1953 ราคาขายตอนเปิดตัวอยู่ที่ประมาณ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบัน ราคาขายต่อสะท้อนถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์และความหายาก โดยมีราคาสูงถึง 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม มีบริษัทหลายแห่งที่ผลิต C-Type Replica สำหรับนักสะสมที่มีงบประมาณจำกัด
Jaguar XJR-15 (1990-1992): “ซูเปอร์คาร์จากสนามแข่ง สู่ท้องถนน”
Jaguar XJR-15 มีต้นกำเนิดจากรถต้นแบบ Project R9R ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Jaguar Sport และ Tom Walkinshaw Racing (TWR) เพื่อทดสอบความทนทานของตัวถังพลาสติกและคาร์บอนไฟเบอร์ที่ความเร็วสูง XJR-15 ใช้ส่วนประกอบทางกลไกจาก Jaguar XJR-9 ที่ชนะการแข่งขัน Le Mans โดยมีโครงสร้างแบบ Monocoque “tub” และตัวถังตามหลักอากาศพลศาสตร์ ออกแบบโดย Peter Stevens ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักจากผลงานออกแบบ McLaren F1
เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร พร้อมเพลาข้อเหวี่ยง Cosworth, ก้านสูบ, ลูกสูบอะลูมิเนียม และระบบหัวฉีด Zytek ให้กำลัง 450 แรงม้า การใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์อย่างกว้างขวางทำให้ซูเปอร์คาร์คันนี้มีน้ำหนักเพียง 1,050 กิโลกรัม
การผสมผสานระหว่างน้ำหนักเบาและเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ทำให้รถสามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 215 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่างแบบรถแข่ง พร้อมปีกนก, โช้คอัพหน้าแบบ Pushrod-spring, สปริงหลังแบบ Coil และดิสก์เบรก ช่วยให้รถมีการควบคุมที่ยอดเยี่ยมและความน่าเชื่อถือระดับสนามแข่ง
Jaguar ประกาศเปิดตัว XJR-15 ในเดือนพฤศจิกายน 1990 และผลิตที่ Jaguar Sport ในเมือง Coventry ประเทศอังกฤษ จนถึงปี 1992 Jaguar ผลิตซูเปอร์คาร์รุ่นนี้เพียง 53 คัน โดยตั้งราคาขายไว้มากกว่า 900,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคัน แม้บางรุ่นจะถูกสร้างขึ้นเพื่อการแข่งขัน (ในปี 1991 สิบหกรุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขัน Jaguar Sport Intercontinental Challenge ที่โมนาโก) แต่ปัจจุบันทั้งหมดเป็นของนักสะสมส่วนตัว
SS Jaguar 100 (1935-1938): “จุดเริ่มต้นของความเร็วในตำนาน”
ในช่วงต้นปี 1935 Jaguar ได้เปิดตัว SS90 ซึ่งเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนสองที่นั่ง แต่ยังขาดสมรรถนะที่โดดเด่นเนื่องจากใช้เครื่องยนต์ 6 สูบแบบ Side-valve เช่นเดียวกับ SS1 Saloon โดยผลิตออกจำหน่ายเพียง 23 คัน
ในเดือนกันยายน 1935 Jaguar ได้ประกาศเปิดตัว SS100 พร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร ที่มีวาล์วเหนือฝาสูบ (Overhead Valves) ให้กำลัง 102 แรงม้า และทำความเร็วสูงสุด 94 ไมล์ต่อชั่วโมง หลายคนถือว่านี่คือรถสปอร์ต Jaguar คันแรกที่แท้จริง ต่อมา SS100 ยิ่งเร็วขึ้นเมื่อติดตั้งเครื่องยนต์ 3.5 ลิตร Naturally Aspirated Inline 6 สูบ พร้อมคาร์บูเรเตอร์ Twin SU ให้กำลัง 125 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด ทำความเร็วสูงสุด 101 ไมล์ต่อชั่วโมง ตามข้อมูลจาก Supercars.net รถสปอร์ตคันนี้สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ใน 10.8 วินาที ด้วยราคา 395 ปอนด์ (2,524.70 ดอลลาร์สหรัฐฯ) SS100 กลายเป็นรถยนต์ที่ถูกที่สุดในอังกฤษที่สามารถทำความเร็วเกิน 100 ไมล์ต่อชั่วโมงได้
SS100 มีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายกับรุ่นก่อนหน้า แต่มีรายละเอียดที่แตกต่าง เช่น ไฟหน้า Lucas de Luxe ขนาดใหญ่ และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมโลโก้ “SS Jaguar” ติดอยู่ด้านบน Jaguar ยังติดตั้งล้อ Dunlop ขนาด 15 นิ้ว แบบ Splined center-lock และเบรกดรัม Girling แบบ Rod-operated ที่ควบคุมด้วยแป้นเหยียบหรือเบรกมือ
ในช่วงการผลิตระหว่างปี 1935 ถึง 1938 Jaguar ผลิตรถยนต์รุ่น 2.5 ลิตร จำนวน 191 คัน และรุ่น 3.5 ลิตร เพิ่มอีก 118 คันในปี 1938 และ 1939 ล่าสุด SS100 ปี 1935 คันหนึ่งมีราคาประมูลสูงกว่า 425,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
Jaguar XJR-X300 (1994-1997): “ความหรูหราที่แฝงสมรรถนะ”
Jaguar XJR-X300 เปิดตัวในปี 1994 ณ งาน Paris Motor Show ถูกออกแบบตามขนบของ Jaguar ในด้านเส้นสายอันเฉียบคมและความหรูหรา แต่ก็มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยความสูงของตัวรถที่ต่ำและฝากระโปรงท้ายที่ลาดเอียง กระจังหน้าแบบตะแกรงโครเมียมที่ไม่มีซี่แนวตั้งแบบดั้งเดิม และไฟหน้าทรงกลม 4 ดวง ให้ภาพลักษณ์ที่ดูดุดันและน่าเกรงขามกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่
ภายในห้องโดยสาร แม้พื้นที่เหนือศีรษะอาจไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่มีส่วนสูงเกิน 6 ฟุต แต่เบาะนั่งที่ติดตั้งในระดับต่ำช่วยชดเชยและทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในรถสปอร์ต ลายไม้และหนังแท้คุณภาพสูง อาจทำให้ผู้ขับขี่บางคนเชื่อว่า Jaguar ให้ความสำคัญกับสมรรถนะเป็นอันดับรองลงไปในการออกแบบรถคันนี้
อย่างไรก็ตาม XJR-X300 กลับมีสมรรถนะที่ดีกว่ารถยนต์หรูทั่วไป เครื่องยนต์ Supercharged 4.0 ลิตร Straight-six ให้กำลัง 320 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ ZF 4 สปีด “J-change” พา Jaguar คันนี้เร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาต่ำกว่า 6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่าง Computer Active Technology Suspension (CATS) ทำการปรับแดมเปอร์โช้คอัพอย่างต่อเนื่องตามสภาพถนนและความเร็วของรถ ทำให้ Jaguar มีการควบคุมที่เหนือกว่า
นอกเหนือจากรูปลักษณ์ที่ดูพิเศษ สมรรถนะที่แข่งขันได้ และการควบคุมที่ยอดเยี่ยม คุณสมบัติที่ดีที่สุดของ XJR-X300 อาจเป็นความน่าเชื่อถือ โดยรถรุ่นนี้ได้รับอันดับสองในการสำรวจ J.D. Power’s Initial Quality Survey ทำให้เป็นหนึ่งใน Jaguar ที่ดีและไว้ใจได้มากที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา
Jaguar XE SV Project 8 (2017-2019): “ขีดสุดแห่งสมรรถนะบนทางเรียบ”
Jaguar XE SV Project 8 มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเหมือนรถยนต์ที่ใช้งานบนถนนทั่วไปมากกว่ารถแข่ง แม้การตกแต่งตัวถังที่พิถีพิถัน แผ่นปิดด้านหน้า (splitter) และปีกหลังขนาดใหญ่ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนทั่วไปเชื่อว่ารถซีดาน 4 ประตู 4 ที่นั่งคันนี้เป็นเพียงรถธรรมดา
แต่ XE SV Project 8 คือรถยนต์ที่มีสมรรถนะอันน่าทึ่ง โดยสามารถทำลายสถิติเวลาต่อรอบสำหรับรถซีดาน 4 ประตูโปรดักชันที่ Nürburgring ด้วยเวลา 7:21.23 ซึ่งเร็วกว่า Alfa Romeo Giulia Quadrifoglio ที่เคยทำสถิติเดิมถึง 11 วินาที ล่าสุด MotorTrend Pro Racer Randy Pobst ได้สร้างสถิติเวลาต่อรอบสำหรับรถซีดานโปรดักชันที่ WeatherTech Laguna Seca ด้วยเวลา 1:37.54 ซึ่งเหนือกว่าสถิติเดิม 1:38.52 ของ Cadillac CTS-V ปี 2016
ภายใต้ฝากระโปรงที่ดูสงบXE SV Project 8 ซ่อนเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร DOHC 32 วาล์ว แบบ Supercharged และ Intercooled บล็อกและฝาสูบอะลูมิเนียม พร้อมระบบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง (Direct Fuel Injection) ให้กำลัง 592 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 516 ปอนด์-ฟุต ที่ 3,500 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ขนาดมหึมานี้ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมดการเปลี่ยนเกียร์แบบแมนนวล สู่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ
Project 8 ด้วยส่วนประกอบคาร์บอนไฟเบอร์และเครื่องยนต์อันทรงพลัง คือรถยนต์ Jaguar ที่มีสมรรถนะสูงสุดบนถนนเท่าที่เคยผลิตมา ในการทดสอบอัตราเร่งของ Motor Trend, XE SV Project 8 สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.2 วินาที และทำควอเตอร์ไมล์ได้ใน 11.4 วินาที ที่ความเร็ว 122 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้จะมีคุณสมบัติระดับรถแข่ง แต่ Project 8 ก็ยังเป็นรถยนต์ที่สะดวกสบายและใช้งานได้จริง ด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันตามการประมาณการของ EPA ที่ 16/22 ไมล์ต่อแกลลอน (เมือง/ทางหลวง)
Jaguar S-Type (1963-1968): “การผสมผสานที่เหนือความคาดหมาย”
Jaguar มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการออกแบบและผลิตรถยนต์ที่งดงามที่สุดในโลก ซึ่งมักสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ตั้งแต่ยังไม่เห็นรูปลักษณ์และสมรรถนะที่แท้จริง เมื่อเปิดตัว Enthusiasts มักจะหลงใหลในรูปแบบที่เป็นนวัตกรรมและศิลปะ แม้สมรรถนะอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
Jaguar S-Type ปี 1963 ถือเป็นข้อยกเว้น
รถรุ่นนี้ที่เข้ามาแทนที่ Mark 2 อันเป็นที่รัก ดูเหมือนจะเป็นการผสมผสานชิ้นส่วนของรูปแบบตัวถัง Jaguar ที่ได้รับความนิยมอย่างสับสน ด้านหน้า S-Type นำสไตล์ตัวถังมาจาก Mark 2 แต่มีเส้นหลังคาที่แบนราบลงอย่างชัดเจน ปีกบังโคลนหน้าใหม่มีไฟหน้าแบบ Hooded ที่ติดตั้งอยู่เหนือแผ่นกันชนขนาดเล็ก สไตล์ด้านท้ายมาจาก Mark X ทำให้รถซีดานผู้บริหารคันนี้มีพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวาง นักวิจารณ์บางส่วนกล่าวว่า Jaguar รุ่นใหม่นี้ดูเหมือนโครงการที่ออกแบบอย่างเร่งรีบ
แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ดูไม่สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่ทำให้ Jaguar รุ่นนี้เป็นหนึ่งในรุ่นที่ดีที่สุด และเหนือกว่า Mark 2 ในเชิงกลไก คือเพลาหลังและระบบช่วงล่างอิสระเต็มรูปแบบ ซึ่งนำมาจาก E-Type โดยตรง S-Type ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ให้กำลัง 210 แรงม้า และแรงบิด 215 ปอนด์-ฟุต รถซีดานคันนี้สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ใน 9.3 วินาที (ตามข้อมูลจาก Automobile-Catalog) ทำควอเตอร์ไมล์ใน 17.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 124 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วย S-Type Jaguar ได้สร้างรถยนต์ที่มีสมรรถนะปานกลาง รูปลักษณ์ที่น่าพึงพอใจน้อยกว่า แต่มีลักษณะการขับขี่ที่น่าภาคภูมิใจ
Jaguar F-Type (2014-ปัจจุบัน): “สปอร์ตคาร์ยุคใหม่ที่ถอดแบบ DNA จากตำนาน”
Jaguar F-Type คือรถสปอร์ตสมรรถนะสูงยุคใหม่ ที่มีคุณสมบัติและสมรรถนะที่สามารถแข่งขันกับรถยนต์ในระดับเดียวกันและช่วงราคาเดียวกันได้อย่างสูสี เช่น Porsche 718 Boxster, Porsche 718 Cayman และ Chevy Corvette
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ F-Type Jaguar แตกต่างจากคู่แข่ง และทำให้เป็นหนึ่งในรถยนต์ Jaguar ที่ดีที่สุดตลอดกาล คือตำแหน่งของเครื่องยนต์ที่อยู่ด้านหน้าผู้ขับขี่ แทนที่จะอยู่ด้านหลัง
เมื่อ Jaguar เปิดตัว F-Type สำหรับปี 2014 ถือเป็นรถสปอร์ตแท้จริงคันแรกของบริษัทนับตั้งแต่ E-Type อันโด่งดัง ในปีก่อนๆ Jaguar ได้นำเสนอรถสปอร์ตสองที่นั่งพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบ และเครื่องยนต์ V6 Supercharged เป็นทางเลือก สำหรับรุ่นปี 2022 F-Type มีให้เลือกเฉพาะเครื่องยนต์ V8 เท่านั้น ในสามรุ่นย่อย ได้แก่ R, P450 และ P450 R-Dynamic แม้แต่รุ่น P450 ที่มีกำลังน้อยที่สุด ก็มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 Supercharged ขนาด 5.0 ลิตร ให้กำลัง 444 แรงม้า รุ่น P450 มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ระบบเบรกหลังขนาดใหญ่ ล้อ 20 นิ้ว และระบบไอเสียแบบ Active ส่วนรุ่น P450 R-Dynamic มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) ตามข้อมูลของ Jaguar ในทั้งสองรูปแบบการขับเคลื่อน F-TYPE P450 สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้อย่างคล่องแคล่วใน 4.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 177 ไมล์ต่อชั่วโมง
Jaguar F-Type ทั้งสามรุ่นย่อยมีให้เลือกทั้งแบบ Coupé และ Convertible แม้แต่ละรุ่นจะมีข้อดีของตัวเอง แต่รุ่น Convertible อาจมอบประสบการณ์ที่น่าเพลิดเพลินที่สุด ด้วยการเปิดรับเสียงคำรามอันดุดันของเครื่องยนต์ V8 อันทรงพลัง
บทสรุป
ประวัติศาสตร์ของ Jaguar คือเรื่องราวของการแสวงหาความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ ตั้งแต่การออกแบบที่เปี่ยมด้วยศิลปะไปจนถึงวิศวกรรมยานยนต์ที่ก้าวล้ำ รถยนต์ทั้ง 15 รุ่นที่เราได้กล่าวถึงนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมรดกอันทรงคุณค่าที่ Jaguar ได้มอบให้กับโลกยานยนต์ แต่ละคันล้วนมีเรื่องราว ตำนาน และอิทธิพลที่ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของผู้ที่รักในสมรรถนะและความงาม
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของ Jaguar ถึงเวลาแล้วที่จะสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ด้วยตนเอง หรือหากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ผสมผสานความหรูหรา สมรรถนะ และประวัติศาสตร์อันยาวนาน โปรดอย่ารอช้า ติดต่อตัวแทนจำหน่าย Jaguar ที่ใกล้ที่สุด เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Jaguar เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และเริ่มต้นการเดินทางสุดพิเศษไปกับตำนานแห่งเสือดำคันนี้