พาร์ต 2 อยู่ด้านล่าง 👇
สุดยอด 15 รถยนต์จากัวร์ที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล: มรดกแห่งความสง่างามและสมรรถนะ
ในโลกแห่งยานยนต์อันน่าตื่นตาตื่นใจ มีไม่กี่ยี่ห้อที่สามารถสลักเสลาชื่อเสียงของตนเองไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ด้วยความสง่างามเหนือกาลเวลา สมรรถนะอันเร้าใจ และการออกแบบที่ชวนตะลึงได้เท่ากับแบรนด์ “จากัวร์” (Jaguar) ตลอดระยะเวลาเกือบศตวรรษที่ผ่านมา จากัวร์ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นมากกว่าแค่ผู้ผลิตรถยนต์ แต่เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนท้องถนน อันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้ที่หลงใหลในยานยนต์ทั่วโลก
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้มีโอกาสสัมผัสและศึกษาประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์จากัวร์ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าทึ่ง การเปลี่ยนแปลงเจ้าของหลายครั้ง และช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่ไม่ว่าอุปสรรคจะหนักหนาเพียงใด จิตวิญญาณแห่งการประดิษฐ์คิดค้นและความเป็นเลิศก็ไม่เคยจางหายไปจากแบรนด์นี้
เรื่องราวของจากัวร์เริ่มต้นจากบริษัท Swallow Sidecar Company ก่อตั้งขึ้นในปี 1922 ซึ่งในตอนแรกผลิตอุปกรณ์ข้างมอเตอร์ไซค์ ก่อนจะก้าวสู่การออกแบบตัวถังรถยนต์ ต่อมาภายใต้การบริหารของ S. S. Cars Limited บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Jaguar Cars ในปี 1945 และในปี 1966 ได้ควบรวมกิจการกับ British Motor Corporation กลายเป็น British Motor Holdings (BMH) ก่อนจะรวมอีกครั้งกับ Leyland Motor Corporation ในปี 1968 กลายเป็น British Leyland จนกระทั่งในปี 1984 จากัวร์ได้แยกตัวออกมาเป็นบริษัทอิสระ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน จนกระทั่งถูก Ford เข้าซื้อกิจการในปี 1990 และในปี 2013 การรวมกิจการกับ Land Rover ได้ก่อตั้งเป็น Jaguar Land Rover Limited ซึ่งเป็นบริษัทที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน
แม้จะมีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่สิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้คือ “รถสปอร์ตจากัวร์” คือหนึ่งในรถยนต์ที่งดงาม ทรงพลัง และน่าปรารถนาที่สุดเท่าที่เคยมีมา การออกแบบของจากัวร์นั้นเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ถึงกับมีคำกล่าวอ้างว่า Enzo Ferrari เองก็เคยกล่าวชื่นชม E-Type ในงาน Geneva Auto Show ปี 1961 ว่าเป็น “รถยนต์ที่สวยที่สุดในโลก” แม้คำกล่าวนี้จะไม่มีบันทึกเป็นทางการ แต่ก็สะท้อนถึงอัจฉริยภาพในการออกแบบของจากัวร์ได้อย่างชัดเจน
ในบทความนี้ เราจะพาคุณย้อนเวลาไปสำรวจ 15 รถยนต์จากัวร์ที่ถือว่าดีที่สุดตลอดกาล ด้วยมุมมองของผู้เชี่ยวชาญที่มองลึกถึงรายละเอียดทางวิศวกรรม ประวัติศาสตร์ และผลกระทบต่อวงการยานยนต์ ตั้งแต่ยุคคลาสสิกอันเป็นที่รัก ไปจนถึงสุดยอดสมรรถนะแห่งยุคปัจจุบัน
Jaguar E-Type (1961-1975): สัญลักษณ์แห่งความงามและความเร็ว
เมื่อพูดถึง “รถยนต์จากัวร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด” ชื่อของ E-Type ย่อมผุดขึ้นมาเป็นอันดับแรกเสมอ เมื่อเปิดตัวในปี 1961 ด้วยดีไซน์ตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ยาวสง่า และรูปทรงที่งดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด มันคือปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อนบนท้องถนน
E-Type เปิดตัวด้วยรุ่น 2 ที่นั่ง Coupé และ Convertible ก่อนที่จะมีรุ่น 2+2 Coupé ที่มีฐานล้อขยายยาวขึ้น ความงดงามของมันได้รับการยกย่องอย่างสูง สมาคม Sports Car International เคยจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ในรายชื่อรถสปอร์ตยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ 1960 และ The Daily Telegraph ก็ยกให้เป็น “100 รถยนต์ที่สวยที่สุดตลอดกาล”
แต่ E-Type ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงาม สมรรถนะของมันก็เป็นที่น่าประทับใจเช่นกัน รุ่นแรกมาพร้อมเครื่องยนต์ 3.8 ลิตร 6 สูบเรียง ให้กำลัง 260 แรงม้า ส่วนรุ่น 4.2 ลิตร XKE ให้กำลัง 265 แรงม้า สามารถเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 7.2 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 150 ไมล์ต่อชั่วโมง รุ่น Series 3 ใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.3 ลิตร ให้กำลัง 314 แรงม้า เร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 7.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 135 ไมล์ต่อชั่วโมง การใช้เทคโนโลยีการแข่งขันด้วยการยึดตัวถังเข้ากับโครงสร้างท่อเพื่อรองรับเครื่องยนต์ ทำให้ได้ความแข็งแรงบิดตัวสูงและน้ำหนักเบา ควบคู่ไปกับช่วงล่างอิสระทั้งหน้าและหลัง ระบบพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พิเนียน และดิสก์เบรก ทำให้ E-Type มีสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัย
Jaguar XK120 (1948-1954): ความเร็วสงครามโลกครั้งที่สองที่ท้าทายขีดจำกัด
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง จากัวร์ได้เปิดตัวรถสปอร์ตคันแรกภายใต้ชื่อ XK120 ในปี 1948 ซึ่งเป็นรถโรดสเตอร์ 2 ที่นั่ง ที่ยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่สวยงามที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา
รุ่นแรกมาพร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบ 3.4 ลิตร พร้อมเพลาลูกเบี้ยวคู่ที่ทำงานบนเสื้อสูบอะลูมิเนียม ให้กำลัง 160 แรงม้า และในปี 1954 ได้พัฒนาขึ้นไปถึง 210 แรงม้า ในช่วงทดสอบ รถคันนี้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 124.6 ไมล์ต่อชั่วโมง (เป็นที่มาของชื่อรุ่น) และเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 10 วินาที XK120 ครองสถิติรถโปรดักชันที่เร็วที่สุดในปี 1949
ตัวถังของรุ่นถนนใช้โครงสร้างไม้และแผงอะลูมิเนียมที่ทำด้วยมือ ส่วนรุ่นแข่งจะใช้อะลูมิเนียมน้ำหนักเบากว่า พร้อมกระจกบังลมที่ถอดได้ และฝาครอบแอโรไดนามิกเพื่อป้องกันผู้ขับขี่จากเศษหินและสิ่งสกปรก รถยนต์ British-made คันนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา เช่น Chevrolet Corvette แม้จะตั้งใจผลิตเพียง 200 คัน แต่ความต้องการที่ล้นหลามทำให้จากัวร์ผลิตออกมามากกว่า 12,000 คัน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา การจะหา XK120 มือสองในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และหากพบ ราคาซื้อขายมักจะเกิน 150,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
Jaguar Mark 2 (1959-1967): ซีดานสปอร์ตที่ครองใจนักสืบและโจร
Jaguar Mark 2 เปิดตัวในปี 1959 เพื่อสืบทอดความสำเร็จของ Mark 1 โดยเป็นรถซีดานขนาดกลางหรูหรา 4 ประตู ที่ผลิตจนถึงปี 1967 Mark 2 ได้กลายเป็นไอคอนแห่งวงการรถซีดานสปอร์ตของอังกฤษ และมักปรากฏตัวในภาพยนตร์ไล่ล่าทางรถยนต์ในฐานะรถคู่ใจของทั้งนักสืบและเหล่าอาชญากร
การปรับปรุงภายนอกของ Mark 2 มีเสาประตูที่บางลง กระจกบานใหญ่ขึ้น กระจังหน้ากว้างขึ้น และส่วนท้ายที่ปรับรูปทรงใหม่ ภายในมีการจัดวางแผงหน้าปัดใหม่ โดยย้ายอุปกรณ์ต่างๆ มาอยู่ตรงหน้าผู้ขับขี่โดยตรง เบาะหน้าปรับเอนได้พร้อมโต๊ะพับสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และระบบทำความร้อนที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น การปรับปรุงช่วงล่างแบบ Wide-track ด้านหลังช่วยลดอาการโคลงเคลงที่เป็นลักษณะเฉพาะของ Mark 1 ส่วนช่วงล่างหน้าแบบ A-arm ที่ปรับมุมใหม่ก็ช่วยให้ควบคุมรถได้ดีเยี่ยม
Mark 2 มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 ขนาด คือ 2.4, 3.4 และ 3.8 ลิตร รุ่น 2.4 ลิตร ให้กำลังเพียง 120 แรงม้า ซึ่งถือว่าอ่อนกำลังเกินไปสำหรับน้ำหนักรถ 3,204 ปอนด์ แต่รุ่น 3.8 ลิตร ให้กำลัง 220 แรงม้า พร้อมแรงบิด 240 ปอนด์-ฟุต จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด (เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด เป็นออปชัน) ถือว่าเพียงพอสำหรับ Mark 2 รุ่นที่หนักกว่าเล็กน้อยที่ 3,288 ปอนด์ Jaguar Mark 2 3.8 สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลา 8.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 125 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 17 ไมล์ต่อแกลลอน
Jaguar D-Type (1954-1957): ผู้ชนะ Le Mans ที่สร้างประวัติศาสตร์
Jaguar D-Type ซึ่งผลิตระหว่างปี 1954 ถึง 1957 คือรถแข่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะการคว้าชัยชนะในการแข่งขัน Le Mans ถึง 3 สมัยติดต่อกัน (1955, 1956, 1957) D-Type เป็นรถที่พัฒนาต่อยอดมาจาก C-Type ที่วิ่งบนถนน แต่มีการปรับปรุงโครงสร้างและหลักอากาศพลศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ
D-Type ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร Twin-cam 6 สูบเรียงเดียวกับที่ใช้ใน XK120 และ C-Type แม้เครื่องยนต์นี้จะให้กำลัง 160-180 แรงม้า ทำให้ XK120 เป็นรถโปรดักชันที่เร็วที่สุดในโลก แต่จากัวร์ก็ยังมองเห็นศักยภาพในการพัฒนาเพื่อทำให้ D-Type เป็นรถแข่งที่ดียิ่งขึ้น
ในปี 1954 D-Type รุ่นแรกใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ให้กำลัง 245 แรงม้า และต่อมาเพิ่มขึ้นเกือบ 300 แรงม้า ด้วยเครื่องยนต์ 245 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด D-Type สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ใน 4.7 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 167.8 ไมล์ต่อชั่วโมง นอกเหนือจากเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง เทคโนโลยีน้ำหนักเบาและหลักอากาศพลศาสตร์ก็ทำให้รถแข่งคันนี้มีความพิเศษ D-Type เป็นรถยนต์คันแรกๆ ที่ใช้โครงสร้างแบบ Monocoque Tub ที่สร้างจากแผงอะลูมิเนียมรับน้ำหนัก โดยมีการใช้แมกนีเซียมในต้นแบบ แต่เปลี่ยนมาใช้อะลูมิเนียมด้วยเหตุผลด้านต้นทุน
ลักษณะเด่นที่สะดุดตาที่สุดของ D-Type คือครีบด้านหลังฝั่งคนขับ ที่ในตอนแรกไม่ได้อยู่ในแบบที่ออกแบบไว้ แต่จากัวร์ได้เพิ่มเข้ามาในรถสเปก Le Mans บางคันเพื่อเพิ่มเสถียรภาพความเร็วสูง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถทำความเร็วเกิน 180 ไมล์ต่อชั่วโมงบนทางตรง Mulsanne Straight
Jaguar XKSS (1957): ซูเปอร์คาร์คันแรกของโลกจากสนามแข่งสู่ถนน
ในปี 1956 หลังจากความสำเร็จของ D-Type ในการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับนานาชาติ รวมถึงชัยชนะที่ Le Mans จากัวร์ได้ตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขันเพื่อหันมามุ่งเน้นรถยนต์สำหรับใช้งานบนท้องถนน ในขณะนั้น จากัวร์มี D-Type จำนวน 25 คัน ที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตที่โรงงาน Browns Lane ในเมือง Coventry (9 คันได้รับความเสียหายจากเหตุไฟไหม้) แทนที่จะทิ้งโครงรถที่สร้างไว้ บริษัทได้ตัดสินใจสร้างรถยนต์ที่ถูกต้องตามกฎหมายบนท้องถนนโดยการดัดแปลง D-Type เพียงเล็กน้อย และนั่นคือจุดกำเนิดของ “ซูเปอร์คาร์คันแรกของโลก” นั่นคือ Jaguar XKSS
Jaguar ได้เพิ่มประตูฝั่งผู้โดยสาร ทำให้การขึ้นลงสะดวกขึ้น ติดตั้งกระจกบังลมกรอบโครเมียมและแผงข้างเพื่อป้องกันลมที่ความเร็วสูง หลังคาแบบพับได้ และกันชนหน้า-หลังแบบโครเมียม แต่การถอดครีบกันโคลง D-Type ที่อยู่หลังคนขับออกไปนั้น อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในเชิงรูปลักษณ์ รถสปอร์ตที่ถูกกฎหมายบนท้องถนนคันนี้ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร D-Type ให้กำลัง 262 แรงม้า แรงบิด 260 ปอนด์-ฟุต ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 4 สปีดไปยังล้อหลัง จากข้อมูลของ fastestlaps XKSS สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 6.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 159 ไมล์ต่อชั่วโมง
ในเดือนมีนาคม 2016 จากัวร์ได้ประกาศว่าจะผลิตรถ XKSS จำนวน 25 คัน ให้ครบตามจำนวนที่ตั้งใจไว้เดิม โดยการสร้าง 9 คันที่สูญเสียไปจากเหตุไฟไหม้ การครอบครอง XKSS ดั้งเดิมนั้นเป็นเรื่องที่เกินเอื้อมสำหรับนักสะสมส่วนใหญ่ แต่แม้แต่รุ่น “Continuation” ก็ยังคงมีราคาสูงลิบลิ่ว ในปี 2020 XKSS Continuation ปี 1957 คันหนึ่งถูกขายไปในราคา 1,985,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
Jaguar XJ-S (1975-1996): จีทีหรูที่สืบทอดตำนาน E-Type
เมื่อจากัวร์เปิดตัว XJ-S ในปี 1975 มันมาแทนที่หนึ่งในรถสปอร์ตอังกฤษที่สวยงามที่สุดตลอดกาลอย่าง E-Type แม้ E-Type จะยังคงเป็นที่รักของนักเลงรถหลายคน แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ล้าสมัยและคู่แข่งที่ก้าวหน้า XJ-S จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ที่แตกต่าง โดยเป็นรถ Grand Tourer หรูหราขนาดใหญ่
Jaguar ผลิต XJ-S นานกว่าสองทศวรรษ แม้ในช่วงแรกยอดขายจะน่าผิดหวัง (เพียง 1,000 คันในปี 1980) แต่รุ่นนี้กลับกลายเป็น Jaguar ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดจนถึงปัจจุบัน ด้วยยอดผลิตรวมกว่า 98,000 คัน ทำลายสถิติของ E-Type จากัวร์เปิดตัว XJ-S ในรูปแบบ Fastback Coupé แต่ตัดสินใจไม่ผลิตรุ่น Convertible เป็นเวลานานถึง 13 ปี เนื่องจากข้อกฎหมายด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่ครอบงำทศวรรษ 1970 ตลอดระยะเวลาการผลิตกว่า 20 ปี จากัวร์ได้นำเสนอเครื่องยนต์ 6 และ 12 สูบที่หลากหลาย ตามข้อมูลจาก Automobile Catalog รุ่นปี 1996 แบบ 2 ประตู Fastback Coupé ใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6 ลิตร ให้กำลัง 298 แรงม้า เร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 6.6 วินาที และทำเวลาควอเตอร์ไมล์ใน 15.2 วินาที ก่อนจะทำความเร็วสูงสุด 162 ไมล์ต่อชั่วโมง
ในปี 1991 จากัวร์ได้ปรับปรุงดีไซน์ของ XJ-S ให้ดูเรียบหรูยิ่งขึ้น และเปลี่ยนชื่อเป็น XJS รุ่นใหม่มาพร้อมเครื่องยนต์ AJ6 ‘Sport’ 4.0 ลิตร ที่ใช้ใน XJ40 หรือเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร (ในปี 1992) รถยนต์รุ่นสุดท้ายเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาต่อเนื่องกว่า 20 ปี และเป็นตัวแทนของสุดยอด XJ-S ที่จากัวร์เคยนำเสนอ
Jaguar XJ220 (1992-1994): ซูเปอร์คาร์สุดล้ำที่ก้าวข้ามขีดจำกัด
การออกแบบเริ่มต้นของ XJ220 ที่เปิดตัวในงาน British International Motor Show ปี 1998 นั้น เสนอรถแข่งขับเคลื่อนสี่ล้อ พร้อมเครื่องยนต์ V12 ที่เหมาะสมกับการแข่งขัน FIA Group B อย่างไรก็ตาม คู่แข่งหลักของจากัวร์อย่าง Porsche 959 และ Ferrari F40 ได้นำเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จขนาดกะทัดรัดที่ให้กำลังสูงและมีน้ำหนักเบากว่ามาใช้แล้ว
ด้วยความร่วมมือกับ Tom Walkinshaw Racing (TWR) จากัวร์ได้ตัดสินใจละทิ้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ซับซ้อนและหนักหน่วง และแทนที่เครื่องยนต์ V12 ที่ประสบปัญหาด้านกำลัง การปล่อยมลพิษ และความน่าเชื่อถือ ด้วยเครื่องยนต์ V6 Twin-turbocharged ขนาด 3.5 ลิตร เครื่องยนต์ขนาดเล็กที่ปรับปรุงใหม่นี้ช่วยลดระยะฐานล้อ ลดน้ำหนัก และให้กำลังและแรงบิดที่สูงขึ้น เครื่องยนต์ V6 จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ส่งกำลัง 542 แรงม้า และแรงบิด 475 ปอนด์-ฟุต ไปยังล้อหลัง
ตามข้อมูลจาก Motor Trend รถสปอร์ตที่สง่างามคันนี้สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ใน 3.6 วินาที (ตามที่เคลม) และทำความเร็วสูงสุด 212 ไมล์ต่อชั่วโมง XJ220 ใหม่ได้สร้างสถิติเป็นรถโปรดักชันที่เร็วที่สุดในยุคนั้น แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ McLaren F1 จะก้าวข้ามไป อย่างไรก็ตาม สมรรถนะที่ทำลายสถิติและรูปทรงที่สง่างามเป็นเอกลักษณ์นั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้ซูเปอร์คาร์คันนี้ประสบความสำเร็จ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกและยอดขายที่ซบเซา จากัวร์ผลิตและขาย XJ220 ได้เพียง 282 คัน (จากแผน 350 คัน) ระหว่างปี 1992 ถึง 1994 ปัจจุบัน XJ220 มักถูกประมูลในราคาช่วง 300,000 ถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
Jaguar XK (1996-2014): ความหรูหราสไตล์ Grand Tourer
Jaguar XK เป็นรถยนต์ Grand Touring สุดหรู 4 ที่นั่ง ที่ผลิตตั้งแต่ปี 1996 ถึง 2014 (รุ่นปี 2015) รุ่นแรก หรือที่รู้จักในชื่อ X100 แทนที่รุ่น XJS และมีให้เลือกทั้งแบบ Convertible และ Coupé จนถึงปี 2006 ในช่วงแรก จากัวร์นำเสนอทั้งสองรุ่นด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4 ลิตร ให้กำลัง 290 แรงม้า แต่ไม่กี่ปีต่อมาได้อัพเกรดเป็นเวอร์ชัน Supercharged ของเครื่องยนต์เดียวกัน ให้กำลัง 370 แรงม้า Car and Driver ระบุอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงที่ 5.9-6.0 วินาที เวลาควอเตอร์ไมล์ 14.4-14.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง
ตามสไตล์จากัวร์ที่แท้จริง XK ที่หรูหรามีภายในที่บุด้วยหนังทั้งหมด ประดับด้วยลายไม้ Burled Wood ที่สวยงามบนแผงหน้าปัด คอนโซลกลาง และคอนโซล ที่เคยสงวนไว้สำหรับรถซีดาน รถยนต์ยังมีระบบ Cruise Control แบบ Adaptive และถุงลมนิรภัยด้านข้าง
แม้ว่า XK รุ่นแรกจะเป็นรถ Grand Tourer ที่ยอดเยี่ยม แต่รุ่นที่สองกลับดียิ่งกว่า เปิดตัวในปี 2007 เป็นรถ Convertible แบบ Soft-top 2 ประตู และ Coupé 2 ประตู ดีไซน์ใหม่ของ XK มีตัวถังอะลูมิเนียมที่เพรียวบาง วัสดุน้ำหนักเบานี้ช่วยลดน้ำหนักของ Coupé ลง 200 ปอนด์ ขณะที่เพิ่มความแข็งแกร่งของตัวถังขึ้น 30% รถ Convertible รุ่นใหม่เบากว่ารุ่นแรก 19% แต่มีความแข็งแรงบิดตัวเพิ่มขึ้น 50% การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ควบคู่ไปกับการบังคับเลี้ยวที่แม่นยำ ส่งผลให้การขับขี่มีความแข็งแกร่งและคล่องแคล่วมากขึ้น ภายในปี 2015 Jaguar XK ด้วยเส้นสายที่โค้งมน สไตล์อังกฤษแบบดั้งเดิม และกำลัง 385 แรงม้า ได้กลายเป็นรถ Grand Touring ที่สมบูรณ์แบบ
Jaguar C-Type (1951-1953): ต้นแบบรถแข่งที่ประสบความสำเร็จ
Jaguar C-Type ซึ่งผลิตระหว่างปี 1951 ถึง 1953 ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ โดยมีพื้นฐานมาจาก XK120 ที่ประสบความสำเร็จ และมีชื่อเสียงจากความเร็วสูงสุด 120 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำให้เป็นรถโปรดักชันที่เร็วที่สุดในปี 1949
บริษัทรถสปอร์ตคันนี้ได้ติดตั้งตัวถังน้ำหนักเบาที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เข้ากับแชสซีแบบ Tube-frame พร้อมทั้งใช้เครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่างหน้าแบบเดียวกับ XK120 ตามข้อมูลจาก Top Speed C-Type ที่ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ให้กำลัง 210 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ใน 8.0 วินาที (ซึ่งน่าประทับใจมากสำหรับปี 1951) และทำความเร็วสูงสุด 140 ไมล์ต่อชั่วโมง
ตามแบบฉบับรถแข่งน้ำหนักเบา ภายในของ C-Type จะเน้นอะลูมิเนียมที่มองเห็นได้ เบาะนั่งสองตำแหน่ง และแผงหน้าปัดที่เรียบง่าย แสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขัน กระจกบังลมขนาดเล็กมากที่ไม่มีกรอบ ให้การป้องกันลมเพียงเล็กน้อย และการปะทะจากเศษวัตถุที่ความเร็วสูง รถแข่งคันนี้ชนะการแข่งขัน Le Mans 24 ชั่วโมง สองครั้ง และ Reims Grand Prix โดยมี Stirling Moss เป็นผู้ขับในปี 1952 ชัยชนะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้รถยนต์พร้อมดิสก์เบรก ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น ๆ ปฏิบัติตาม
Jaguar ผลิต C-Type เพียง 53 คัน ระหว่างปี 1951 ถึง 1953 ด้วยราคา MSRP ประมาณ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบัน ราคาขายต่อสะท้อนถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์และความหายากของ C-Type ดั้งเดิม โดยมีการขายล่าสุดสูงถึง 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ บริษัทหลายแห่งในปัจจุบันผลิต C-Type Replica ที่แท้จริงสำหรับนักสะสมที่มีงบประมาณจำกัด
Jaguar XJR-15 (1990-1992): ซูเปอร์คาร์ที่สร้างมาเพื่อการแข่งขัน
Jaguar XJR-15 มีต้นกำเนิดมาจากรถต้นแบบที่เรียกว่า Project R9R โดย Jaguar Sport และ Tom Walkinshaw Racing (TWR) ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อทดสอบความทนทานของตัวถังพลาสติกและคาร์บอนไฟเบอร์ที่ความเร็วสูง โดยใช้ส่วนประกอบทางกลจาก Jaguar XJR-9 ที่ชนะ Le Mans ซูเปอร์คาร์คันนี้มีโครงสร้างแบบ Monocoque “Tub” ตรงกลาง และตัวถังตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ออกแบบโดย Peter Stevens ซึ่งอาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการออกแบบ McLaren F1
เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร พร้อมเพลาข้อเหวี่ยง Cosworth ขึ้นรูป ก้านสูบ ลูกสูบอะลูมิเนียม และระบบหัวฉีด Zytec ให้กำลัง 450 แรงม้า และแรงบิด 4500 ปอนด์-ฟุต การใช้คาร์บอนไฟเบอร์อย่างกว้างขวางทำให้ซูเปอร์คาร์คันนี้มีน้ำหนักเพียง 1,050 กิโลกรัม น้ำหนักเบาและเครื่องยนต์ที่ทรงพลังรวมกันทำให้รถคันนี้เร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 215 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่างแบบรถแข่งที่ประกอบด้วย A-arm, โช้คอัพแบบ Pushrod ด้านหน้า, สปริงขดด้านหลัง และดิสก์เบรกสำหรับหยุดรถ ทำให้รถคันนี้มีคุณลักษณะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและความน่าเชื่อถือที่พิสูจน์แล้วจากการแข่งขัน
Jaguar ประกาศเปิดตัว XJR-15 ในเดือนพฤศจิกายน 1990 และผลิตรถคันนี้ที่ Jaguar Sport ในเมือง Coventry ประเทศอังกฤษ จนถึงปี 1992 ผู้ผลิตรถสปอร์ตของอังกฤษผลิตซูเปอร์คาร์คันนี้เพียง 53 คัน โดยขายในราคามากกว่า 900,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคัน แม้ว่า Jaguar จะสร้างรถบางรุ่นเพื่อการแข่งขันระดับมืออาชีพ (ในปี 1991 รถ 16 คันเข้าแข่งขันที่โมนาโกในรายการ Jaguar Sport Intercontinental Challenge) แต่ปัจจุบันรถทุกคันเป็นของเอกชน
SS Jaguar 100 (1935-1938): สปอร์ตอังกฤษยุคแรกที่เต็มเปี่ยมด้วยสไตล์
ในช่วงต้นปี 1935 จากัวร์ได้เปิดตัว SS90 ในตลาดที่มีรถ Drophead Coupé และ Saloon เป็นจำนวนมาก แต่มีรถสองที่นั่งน้อยมาก แม้ว่ารถสปอร์ตแบบเปิดประทุนจะดูสวยงาม แต่ก็ขาดสมรรถนะที่โดดเด่น โดยใช้เครื่องยนต์ 6 สูบแบบ Side-valve เดียวกันกับ SS1 Saloon จากัวร์ขายได้เพียง 23 คัน
ในเดือนกันยายน 1935 เมื่อจากัวร์ประกาศเปิดตัว SS100 ด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบ 2.5 ลิตร ที่มีวาล์วเหนือฝาสูบ (Overhead Valves) ให้กำลัง 102 แรงม้า และความเร็วสูงสุด 94 ไมล์ต่อชั่วโมง หลายคนถือว่านี่คือ “รถสปอร์ตจากัวร์” คันแรกที่แท้จริงของบริษัท ต่อมา SS100 ทำความเร็วได้เร็วขึ้นอีกเมื่อติดตั้งเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 3.5 ลิตร แบบ Naturally Aspirated พร้อมคาร์บูเรเตอร์ SU สองตัว ให้กำลัง 125 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด ส่งผลให้มีความเร็วสูงสุด 101 ไมล์ต่อชั่วโมง ตามข้อมูลจาก Supercars.net รถสปอร์ตคันนี้เร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 10.8 วินาที ด้วยราคา £395 (2,524.70 ดอลลาร์สหรัฐฯ) รถสปอร์ตคันนี้จึงกลายเป็นรถที่ถูกที่สุดในอังกฤษที่สามารถทำความเร็วเกิน 100 ไมล์ต่อชั่วโมงได้
SS100 มีรูปลักษณ์ภายนอกที่เทียบเคียงได้กับรุ่นก่อนหน้า ยกเว้นรายละเอียดเล็กน้อย รวมถึงไฟหน้า Lucas de Luxe ขนาดใหญ่ และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่ติดป้าย “SS Jaguar” จากัวร์ได้เพิ่มล้อแบบ Center-lock ขอบ 15 นิ้วของ Dunlop และเบรกดรัมแบบ Girling ที่ควบคุมด้วยคันเหยียบหรือเบรกมือ
ในช่วงเวลาการผลิตระหว่างปี 1935 ถึง 1938 จากัวร์ผลิตรุ่น 2.5 ลิตร จำนวน 191 คัน และรุ่น 3.5 ลิตร เพิ่มเติมอีก 118 คันในปี 1938 และ 1939 เมื่อเร็วๆ นี้ SS100 ปี 1935 คันหนึ่งถูกเสนอขายในราคามากกว่า 425,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
Jaguar XJR-X300 (1994-1997): ซีดานสปอร์ตที่ผสานความดุดันและความน่าเชื่อถือ
ออกแบบมาตามขนบของจากัวร์ที่เน้นเส้นสายที่เพรียวบางและความหรูหราเป็นพิเศษ XJR-X300 เปิดตัวในปี 1994 ที่งาน Paris Motor Show ได้แสดงสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองด้วยความสูงโดยรวมที่ต่ำและฝากระโปรงท้ายที่ลาดเอียง กระจังหน้าโครเมียมแบบตาข่ายที่ไม่มีซี่แนวตั้งแบบดั้งเดิม และไฟหน้ากลมสี่ดวง ทำให้รถซีดานคันนี้ดูดุดันและน่าเกรงขามกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่
ภายในรถ แม้จะมีพื้นที่เหนือศีรษะไม่เพียงพอสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่สูงเกินกว่า 6 ฟุต แต่เบาะนั่งที่ปรับต่ำลงช่วยชดเชยและทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในรถสปอร์ต การตกแต่งด้วยลายไม้ที่หรูหราและหนังที่นุ่มนวล อาจทำให้ใครหลายคนเชื่อว่าจากัวร์ให้ความสำคัญกับสมรรถนะเป็นอันดับรองลงไปในการออกแบบรถคันนี้ อย่างไรก็ตาม XJR-X300 มีสมรรถนะที่ดีกว่ารถซีดานหรูทั่วไป เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร 6 สูบเรียง Supercharged ให้กำลัง 320 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ ZF 4 สปีด “J-change” ผลักดันจากัวร์คันนี้ให้เร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาไม่ถึง 6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 155 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่าง Computer Active Technology Suspension (CATS) ปรับแดมเปอร์ของ XJR อย่างต่อเนื่องตามสภาพถนนและความเร็วของรถ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า
แม้ว่า XJR จะมีรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่ สมรรถนะที่แข่งขันได้ และการควบคุมที่ยอดเยี่ยม แต่คุณสมบัติที่ดีที่สุดของซีดานคันนี้อาจเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือ รถคันนี้ได้รับอันดับสองในการสำรวจคุณภาพเบื้องต้นของ J.D. Power ทำให้เป็นหนึ่งในจากัวร์ที่ดีที่สุดและน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา
Jaguar XE SV Project 8 (2017-2019): รถซีดาน 4 ประตูที่วิ่งได้ในสนามแข่ง
Jaguar XE SV Project 8 ดูเหมือนรถยนต์ที่ใช้บนถนนมากกว่ายานพาหนะที่พร้อมลงสนามแข่ง แม้แต่ตัวถังที่ตัดเย็บอย่างประณีต สปลิตเตอร์หน้า และปีกหลังขนาดใหญ่ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้สังเกตทั่วไปเชื่อว่ารถคันนี้เป็นเพียงรถซีดาน 4 ประตู 4 ที่นั่งที่ธรรมดา แต่จากัวร์คันนี้คือรถที่มีสมรรถนะอันน่าทึ่ง สามารถทำลายสถิติรถซีดาน 4 ประตูโปรดักชันที่ Nurburgring ได้ด้วยเวลา 7:21.23 ซึ่งเร็วกว่า Alfa Romeo Giulia Quadrifoglio เจ้าของสถิติเดิมถึง 11 วินาที เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ WeatherTech Laguna Seca นักแข่ง MotorTrend อย่าง Randy Pobst ได้สร้างสถิติรถซีดานโปรดักชันที่ 1:37.54 เหนือกว่า 1:38.52 ที่ทำไว้โดย Cadillac CTS-V ปี 2016
ภายใต้ฝากระโปรงที่ดูเรียบง่าย XE SV Project 8 ซ่อนเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร แบบ DOHC 32 วาล์ว Supercharged และ Intercooled พร้อมบล็อกและฝาสูบอะลูมิเนียม และระบบ Direct Fuel Injection ให้กำลัง 592 แรงม้า ที่ 6500 รอบต่อนาที และแรงบิด 516 ปอนด์-ฟุต ที่ 3500 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ขนาดมหึมานี้ส่งกำลังทั้งหมดผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Manual Shifting ไปยังล้อทั้งสี่
Project 8 ด้วยส่วนประกอบคาร์บอนไฟเบอร์และเครื่องยนต์อันทรงพลัง เป็นรถยนต์จากัวร์ที่มีสมรรถนะสูงสุดจนถึงปัจจุบัน ในการทดสอบอัตราเร่งของ Motor Trend XE SV Project 8 สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.2 วินาที และทำเวลาควอเตอร์ไมล์ใน 11.4 วินาที ที่ความเร็ว 122 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้จะมีคุณสมบัติเทียบเท่ารถแข่ง Project 8 ก็ยังเป็นรถที่ขับขี่สบายและใช้งานได้จริง โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 16/22 ไมล์ต่อแกลลอน (ในเมือง/ทางหลวง) ตามการประเมินของ EPA
Jaguar S-Type (1963-1968): การผสมผสานที่ลงตัวของสมรรถนะและการออกแบบ
จากัวร์มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการออกแบบและผลิตรถยนต์ที่สวยงามที่สุดในโลก ซึ่งเป็นประเพณีที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ที่หลงใหลในรถยนต์ แม้ก่อนที่ผู้ผลิตรถยนต์สุดหรูกลุ่มนี้จะเปิดเผยรูปลักษณ์และสไตล์ของรุ่นใหม่ หรือการทดสอบการขับขี่จะยืนยันถึงสมรรถนะที่สูง เมื่อเปิดตัว รถยนต์เหล่านี้มักจะได้รับการชื่นชมในรูปแบบที่สร้างสรรค์และมีศิลปะ แม้ว่าสมรรถนะอาจจะไม่ตรงตามความคาดหวัง
Jaguar S-Type ปี 1963 ถือเป็นข้อยกเว้น
การเข้ามาแทนที่ Mark 2 อันเป็นที่รัก ดูเหมือนจะเป็นการผสมผสานที่สับสนระหว่างสไตล์ตัวถังของจากัวร์ ด้านหน้า S-Type นำโครงของ Mark 2 มาใช้ แต่มีเส้นหลังคาที่แบนราบกว่าอย่างเห็นได้ชัด ช่องลมด้านหน้ามีไฟหน้าแบบ Hooded ที่ติดตั้งอยู่เหนือกันชนหน้าแบบเรียว ส่วนท้ายใช้สไตล์ของ Mark X ซึ่งให้พื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวางสำหรับรถซีดานผู้บริหาร นักวิจารณ์กล่าวว่าจากัวร์คันใหม่ดูเหมือนโปรเจกต์ที่ออกแบบอย่างเร่งรีบ
แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ดูไม่สมบูรณ์แบบ คุณสมบัติที่ทำให้จากัวร์คันนี้เป็นหนึ่งในรุ่นที่ดีที่สุด และเหนือกว่า Mark 2 ในเชิงกลไก คือเพลาล้อหลังและระบบช่วงล่างอิสระเต็มรูปแบบที่ยกมาจาก E-Type S-Type ใช้เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ให้กำลัง 210 แรงม้า แรงบิด 215 ปอนด์-ฟุต รถซีดานคันนี้เร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 9.3 วินาที (ตามข้อมูลจาก Automobile-Catalog) ทำเวลาควอเตอร์ไมล์ใน 17.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 124 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วย S-Type จากัวร์ได้สร้างรถที่มีสมรรถนะปานกลาง รูปลักษณ์ที่ไม่โดดเด่น แต่มีลักษณะการขับขี่ที่น่าภาคภูมิใจ
Jaguar F-Type (2014-ปัจจุบัน): รถสปอร์ตยุคใหม่ที่สืบทอดจิตวิญญาณ
Jaguar F-Type คือรถสปอร์ตสมรรถนะสูงยุคใหม่ ที่มีคุณสมบัติและสมรรถนะที่สามารถแข่งขันได้อย่างดีเยี่ยมกับรถยนต์ในระดับเดียวกันและช่วงราคาเดียวกัน เช่น Porsche 718 Boxster, Porsche 718 Cayman และ Chevy Corvette แต่สิ่งที่ทำให้ F-Type แตกต่างจากคู่แข่ง และทำให้เป็นหนึ่งในรถยนต์จากัวร์ที่ดีที่สุดตลอดกาล คือตำแหน่งของเครื่องยนต์ที่อยู่ด้านหน้าคนขับ แทนที่จะอยู่ด้านหลัง
เมื่อจากัวร์เปิดตัว F-Type สำหรับรุ่นปี 2014 มันคือรถสปอร์ตที่แท้จริงคันแรกของบริษัท นับตั้งแต่ E-Type อันทรงเกียรติ ในปีก่อนๆ จากัวร์นำเสนอรถสปอร์ต 2 ที่นั่งรุ่นนี้ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบมาตรฐาน และเครื่องยนต์ V6 Supercharged เป็นออปชัน สำหรับรุ่นปี 2022 F-Type มีให้เลือกเฉพาะเครื่องยนต์ V8 เท่านั้น ในบรรดา 3 รุ่นย่อยที่มีให้เลือก คือ R, P450 และ P450 R-Dynamic แม้แต่รุ่น P450 ที่มีกำลังน้อยที่สุดก็มาพร้อมเครื่องยนต์ Supercharged V8 ขนาด 5.0 ลิตร ให้กำลัง 444 แรงม้า รุ่น P450 มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ระบบเบรกหลังขนาดใหญ่ ล้อขนาด 20 นิ้ว และระบบไอเสียแบบ Active ส่วน P450 R-Dynamic มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ตามข้อมูลจากจากัวร์ ไม่ว่าจะเป็นแบบ RWD หรือ AWD รุ่น F-TYPE P450 สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลา 4.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 177 ไมล์ต่อชั่วโมง
Jaguar F-Type ทั้งสามรุ่นย่อยมีให้เลือกทั้งแบบ Coupé และ Convertible แม้ว่าแต่ละรุ่นจะมีข้อดีที่แตกต่างกัน แต่รุ่น Convertible อาจให้ความเพลิดเพลินมากที่สุด โดยเปิดให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้สัมผัสเสียงคำรามอันทรงพลังของเครื่องยนต์ V8 อย่างเต็มที่
บทสรุป:
จากัวร์ได้พิสูจน์แล้วว่าแบรนด์แห่งนี้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ยานยนต์ที่เหนือความคาดหมายอย่างต่อเนื่อง จากรถแข่งที่ชนะการแข่งขันระดับโลก ไปจนถึงรถซีดานหรูที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันน่าประทับใจ รถสปอร์ตที่เร้าใจ และซูเปอร์คาร์ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งยุคสมัย แต่ละรุ่นที่กล่าวมานี้ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความเชี่ยวชาญ ความสง่างาม และสมรรถนะที่แบรนด์จากัวร์ยึดมั่นเสมอมา
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในความงามเหนือกาลเวลาและความเร้าใจในการขับขี่ การสำรวจโลกของจากัวร์คือการเดินทางที่คุ้มค่า อย่าพลาดโอกาสที่จะสัมผัสประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมโชว์รูมจากัวร์ใกล้บ้านคุณ การทดลองขับรุ่นที่คุณสนใจ หรือการเข้าร่วมกลุ่มคนรักจากัวร์ เพื่อแบ่งปันความหลงใหลและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมรดกอันทรงคุณค่านี้.